Who’s Really Afraid of the People’s Party?
ทำไมเราถูกสอนให้กลัวพรรคประชาชน ทั้งที่พวกเขายังไม่เคยได้บริหารประเทศจริงสักวันเดียว…
ถ้าทำงานสื่อมานานพอ จะเริ่มมองออกว่าเนื้อหาบางประเภทไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนเข้าใจโลกมากขึ้น แต่เพื่อให้คนรู้สึกบางอย่างเร็วขึ้น โดยเฉพาะความกลัว ความไม่มั่นใจ และความลังเล ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ผลิตซ้ำได้ง่ายกว่าเหตุผล และแพร่กระจายได้เร็วกว่าข้อมูล ทุกวันเราต้องคัดกรองข้อความจำนวนมากที่มาในรูปแบบข่าวกึ่งสำเร็จรูป บทวิเคราะห์ที่ใช้ภาษาคล้ายกันอย่างน่าประหลาด และคอนเทนต์ที่ตั้งใจเร่งอารมณ์มากกว่าชวนคิด ทั้งหมดนี้ไม่ได้ผิดกฎหมาย และหลายครั้งก็ไม่ได้ผิดข้อเท็จจริงตรง ๆ เพียงแต่เลือก “เน้นบางมุม” และ “ละบางบริบท” จนภาพรวมของความจริงค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างแนบเนียน
ช่วงก่อนการเลือกตั้ง รูปแบบนี้จะเข้มข้นขึ้นอย่างสังเกตได้ กล่องข้อความของเราถูกถมด้วยคลิปตัดต่อ หัวข้อชวนตื่นตระหนก และเนื้อหาที่เรียบเรียงมาอย่างคุ้นตา ราวกับผ่านสายการผลิตเดียวกัน เนื้อหาเหล่านี้มักไม่ลงรายละเอียดเชิงนโยบาย ไม่แตะตัวเลข ไม่ตั้งคำถามต่อความเป็นไปได้เชิงระบบ แต่เลือกหยิบ “ประเด็นเดิม ๆ” มาขยายซ้ำ เปลี่ยนถ้อยคำเล็กน้อย แล้วปล่อยให้ความกลัวทำงานแทนการอธิบาย เพราะในเศรษฐกิจของคลิก ความเร็วชนะความลึก และอารมณ์ชนะบริบทเสมอ
“พรรคประชาชน” คือหนึ่งในกรณีศึกษาที่เห็นปรากฏการณ์นี้ชัดที่สุด ไม่ใช่เพราะพรรคนี้ปราศจากข้อถกเถียง แต่เพราะบทสนทนาในพื้นที่สาธารณะกลับวนอยู่กับกรอบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ข้อเสนอเชิงนโยบายซึ่งควรถูกวิพากษ์อย่างจริงจังกลับแทบไม่ถูกแตะต้อง การเมืองจึงค่อย ๆ ถูกแปลงให้กลายเป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่าความเข้าใจ และการแข่งขันทางความคิดถูกแทนที่ด้วยการแข่งขันทางอารมณ์ราวกับรายการบันเทิงรายวัน
ในฐานะสื่อที่ต้องตัดสินใจทุกวันว่าจะเผยแพร่อะไร ไม่เผยแพร่อะไร และควรตั้งคำถามกับเนื้อหาแบบไหน เราเริ่มเห็นชัดขึ้นว่า “ความกลัว” กลายเป็นทรัพยากรที่ถูกใช้อย่างคุ้มค่าในระบบนิเวศสื่อ เพราะมันไม่ต้องการการพิสูจน์เชิงลึก ไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบระยะยาว และไม่จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ความเห็นต่างอย่างเป็นธรรม ขอเพียงสร้างความไม่แน่ใจได้ ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายของระบบแล้ว
คำถามจึงไม่ใช่ว่า พรรคการเมืองใดถูกหรือผิด แต่อยู่ที่ว่า เหตุใดพื้นที่สาธารณะจึงเต็มไปด้วยเนื้อหาที่เร่งอารมณ์มากกว่าการถกเถียงเชิงนโยบาย และเหตุใดพรรคที่ยังไม่เคยได้บริหารประเทศจริงสักวันเดียว จึงถูกตัดสินล่วงหน้าผ่านกรอบความกลัวซ้ำ ๆ
จากประสบการณ์การคัดกรองข่าวลือและเนื้อหากึ่งชี้นำอย่างต่อเนื่อง เราเริ่มตั้งคำถามว่า ความกลัวที่หมุนเวียนอยู่ในระบบสื่อไทยวันนี้ เป็นผลลัพธ์ของความไม่รู้จริง หรือเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการผลิตเนื้อหาที่ให้รางวัลกับความตื่นตระหนกมากกว่าความเข้าใจ
ความกลัวเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ทรงพลัง เพราะมันไม่ต้องใช้เหตุผล ไม่ต้องมีตัวเลข และไม่ต้องมีหลักฐาน ขอเพียงทำให้ผู้คนรู้สึกไม่มั่นคงและลังเล ความกลัวก็สามารถทำงานแทนข้อเท็จจริงได้ทันที ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า “กลัวพรรคประชาชน” ถูกผลิตซ้ำจนเกือบกลายเป็นสำนึกทางการเมืองรูปแบบใหม่ ทั้งที่ถ้าหยุดคิดจริง ๆ เรายังไม่สามารถตอบคำถามพื้นฐานได้เลยว่า ความกลัวนี้ตั้งอยู่บนประสบการณ์จริง หรือเพียงเรื่องเล่าที่ถูกออกแบบมาให้กลัว
หลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจากประชาชนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้จากข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และสมดุลอำนาจที่ซ้อนทับกันอยู่เบื้องหลัง อำนาจบริหารจึงตกไปอยู่ในมือรัฐบาลชุดอื่น ขณะที่พรรคซึ่งชนะเสียงประชาชนต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน และต่อมาถูกยุบพรรค ก่อนจะกลับมาในชื่อใหม่คือ พรรคประชาชน
นั่นหมายความว่า พรรคสายนี้ยังไม่เคยได้พิสูจน์ฝีมือการบริหารประเทศจริงแม้แต่วันเดียว ไม่มีงบประมาณในมือ ไม่มีอำนาจกำหนดทิศทางรัฐ และไม่มีเครื่องมือเชิงระบบสำหรับการตัดสินใจเชิงบริหาร แต่กลับถูกตัดสินราวกับได้สร้างความเสียหายไปแล้วเรียบร้อย ความย้อนแย้งนี้สะท้อนชัดว่า ความกลัวไม่ได้ตั้งอยู่บนผลงานจริง แต่อยู่บนการคาดเดาและการตีความทางการเมือง
ยิ่งไปกว่านั้น ในบทบาทฝ่ายค้าน พรรคนี้กลับแสดงศักยภาพเชิงโครงสร้างได้เด่นชัด ตั้งแต่การตรวจสอบงบประมาณ การตั้งกระทู้ การเปิดข้อมูลสัญญารัฐ ไปจนถึงการใช้กลไกรัฐสภาอย่างเป็นระบบ สิ่งเหล่านี้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ให้ตรวจสอบได้ แต่กลับไม่สอดคล้องกับเรื่องเล่าที่ต้องการให้สังคมกลัว
คำถามจึงไม่ใช่ว่า พรรคนี้น่ากลัวหรือไม่ แต่คือ ใครรู้สึกไม่ปลอดภัยกับการเมืองที่ถูกตรวจสอบได้จริง
เมื่อถอดความกลัวออกเป็นชั้น ๆ จะเห็นโครงสร้างอำนาจที่ซ่อนอยู่ชัดขึ้น ความกลัวของกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากระบบเดิม ความกลัวต่อประชาชนที่เริ่มคิดเป็น และความกลัวต่อการเมืองที่ไม่ยอมประนีประนอมกับพื้นที่สีเทา ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความกลัวต่อประเทศพัง แต่คือความกลัวต่อการสูญเสียอำนาจ
แน่นอนว่ามีนโยบายบางเรื่องที่ควรถูกถกเถียงอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นอัตลักษณ์ทางเพศหรือข้อกฎหมายบางมาตรา แต่การถกเถียงควรตั้งอยู่บนข้อมูลและการออกแบบนโยบาย ไม่ใช่การเหมารวมด้วยความตื่นตระหนก
สิ่งที่เรายังไม่มีคือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าหากพรรคประชาชนได้บริหารประเทศจริง ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ความกลัวจำนวนมากจึงยังเป็นเพียงการคาดเดาล่วงหน้า มากกว่าการประเมินจากข้อเท็จจริง
ลึกลงไปกว่านั้น ความกลัวนี้ยังสะท้อนวัฒนธรรมการเมืองแบบผู้ปกครองที่ฝังรากในสังคมไทย ที่คุ้นชินกับการมอบอำนาจให้คนกลุ่มเล็ก ๆ และไม่ค่อยไว้วางใจการตัดสินใจของประชาชน เมื่อมีพรรคการเมืองที่เสนอภาพของสังคมที่ประชาชนคิดเอง รับผิดชอบเอง และตั้งคำถามกับอำนาจได้จริง ความไม่สบายใจจึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ ความกลัวพรรคประชาชนจึงไม่ใช่ความกลัวต่อนโยบายล้มเหลว แต่คือความกลัวต่อการเปลี่ยนสมดุลของอำนาจ ความกลัวต่อประชาชนที่โตขึ้น และความกลัวต่อการเมืองที่ไม่ยอมเล่นตามกติกาเดิม
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราควรกลัวพรรคนี้หรือไม่ แต่คือ เรากำลังถูกฝึกให้กลัว เพื่อรักษาโครงสร้างแบบใดไว้ และเรายอมให้ความกลัวกำหนดอนาคตของสังคมแทนเหตุผลหรือไม่
ถ้าเราไม่เริ่มตั้งคำถามกับความกลัวของตัวเอง การเมืองก็จะยังคงกำหนดชีวิตเรา โดยที่เราไม่เคยได้เลือกมันอย่างแท้จริงและบางทีสิ่งที่ควรถูกท้าทายที่สุด อาจไม่ใช่พรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง แต่คือ ความกลัวที่เราเคยชินจนไม่รู้ตัวว่ามันกำลังพาเราไปทางไหน
ลองถามตัวเองอีกครั้งว่า ความกลัวที่เรามี เป็นของเราจริง หรือเป็นของใครบางคนที่เรารับต่อมาโดยไม่รู้ตัว
แหล่งอ้างอิง
Associated Press รายงานคำวินิจฉัยยุบพรรค Move Forward และผลกระทบทางการเมือง ปี 2024
Reuters วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยหลังการยุบพรรคและการจัดสมดุลอำนาจ ปี 2024
Thai PBS World บทวิเคราะห์สาเหตุที่พรรคชนะเลือกตั้งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาล ปี 2023
iLaw Thailand วิเคราะห์อำนาจวุฒิสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560
Khaosod English รายงานการถกเถียงเรื่องคำนำหน้านามและข้อกังวลทางการแพทย์ ปี 2025
The Nation Thailand สัมภาษณ์จุดยืนพรรคประชาชนต่อมาตรา 112 และนโยบายความมั่นคง ปี 2025
