No Time to Be a Child

ผมไม่เคยรู้สึกว่าวันเด็กเป็นวันของผม ทั้งที่ในทางเอกสาร ผมคือเด็กคนหนึ่งครบถ้วนตามนิยามของรัฐ อายุถึง อยู่ในระบบการศึกษา และปฏิบัติตามกติกาที่ถูกกำหนดไว้ทุกข้อ แต่ชีวิตจริงของผมไม่เคยซ้อนทับกับภาพวันเด็กที่ถูกนำเสนอซ้ำทุกปี ภาพของเด็กที่มีเวลา มีผู้ใหญ่ดูแล และมีพื้นที่ให้เป็นเด็กโดยไม่ต้องรีบเข้าใจโลก

ตอนผมอยู่ประถมปีที่ 2 ผมเดินทางกลับบ้านเองแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่การตัดสินใจ ไม่ใช่ความกล้าหาญ และไม่ใช่บทเรียนชีวิต มันเป็นเพียงผลลัพธ์ของระยะทาง บ้านอยู่ไกล โรงเรียนอยู่ไกล และเวลาของผู้ใหญ่มีต้นทุนสูงเกินกว่าจะถูกใช้ไปกับการรับส่งเด็กหนึ่งคน เมืองหลวงไม่ได้ถามว่าผมพร้อมหรือไม่ มันแค่ดำเนินไปตามจังหวะของมัน และปล่อยให้เด็กปรับตัวตามให้ทัน

การไปโรงเรียนหนึ่งวันเริ่มตั้งแต่ตีสี่ ตื่นในความมืดที่ยังไม่ควรถูกเรียกว่าตอนเช้า ล้างหน้าโดยไม่ต้องรู้สึกอะไร กินข้าวทั้งที่ร่างกายยังไม่ตื่น แล้วออกจากบ้านพร้อมกระเป๋านักเรียนที่หนักเกินกว่าสัดส่วนของร่างกาย ผมไม่คิดว่านี่คือความลำบาก เพราะเด็กไม่เคยถูกสอนให้ตั้งคำถามกับสิ่งที่ผู้ใหญ่เรียกว่า “จำเป็น” ถ้าทำได้ ก็ทำไป และถ้าทำได้โดยไม่ร้อง ไม่บ่น และไม่สร้างปัญหา นั่นยิ่งถูกนับว่าเหมาะสมกับระบบ

ผมเรียนในโรงเรียนที่ถูกเลือกว่าดี โรงเรียนที่รัฐและสังคมใช้เป็นหลักฐานว่าโอกาสยังมีอยู่ แต่ในความเป็นจริง โรงเรียนแบบนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับเด็กทุกแบบ มันรองรับเด็กที่มีต้นทุนพร้อม และยอมรับเด็กอีกกลุ่มหนึ่งในฐานะผู้เช่าชั่วคราว ที่ต้องรู้ตัวเองว่าไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่นั้นอย่างสมบูรณ์

ผมไม่ได้เรียนดี ไม่ได้โดดเด่น และไม่ได้เป็นเด็กที่ครูพูดถึงด้วยความภูมิใจ ผมไม่เคยเป็นความหวังของห้อง และไม่เคยถูกใช้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จ ผมแค่ไม่ตก ไม่ซ้ำชั้น ไม่เถียง ไม่เรียกร้อง และไม่ทำให้ใครต้องอธิบายแทน ซึ่งเพียงพอแล้ว สำหรับเด็กคนหนึ่งที่จะยังอยู่ในระบบต่อไปได้

แม้บ้านผมไม่ได้จนแบบไม่มีจะกิน เราเป็นชนชั้นกลาง มีบ้าน มีข้าวกิน และมีพ่อแม่ที่ทำงานหนัก คำว่าทำงานหนักในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคุณธรรม แต่มันหมายถึงเวลาที่หายไป พ่อแม่ไม่มีเวลามารับส่ง ไม่มีเวลานั่งฟังเรื่องเล็ก ๆ หลังเลิกเรียน และไม่มีเวลาถามว่าผมไหวหรือไม่ แต่ผมเข้าใจเรื่องนี้ตั้งแต่ยังเล็ก เข้าใจจนไม่เคยโกรธ และเข้าใจจนไม่เคยคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์จะน้อยใจ เพราะผมรู้ดีว่าเงินค่าเทอมทุกบาทคือเวลาชีวิตของพ่อแม่ที่ถูกแปลงรูปมาเป็นโอกาสของผม

ความรักในบ้านผมจึงไม่ได้อยู่ในรูปของการดูแล แต่มาในรูปของการจัดสรร และผมถูกฝึกให้เข้าใจสิ่งนั้นโดยไม่ต้องมีใครบอกตรง ๆ

ผมกลับบ้านเอง ต่อรถเอง รอรถเมล์เอง ยืนเบียดกับผู้ใหญ่ เรียนรู้เส้นทาง เรียนรู้เวลา และเรียนรู้เร็วมากว่าถ้าพลาดรถคันหนึ่ง แล้วต้องจำที่แม่สั่งว่า “อย่าไปไหนกับคนแปลกหน้า ให้ขึ้นรถเมล์สายไหน ต้องลงรถที่ป้ายไหน” ถ้าผมไม่จำชีวิตจะซับซ้อนขึ้นอีกหลายชั่วโมง ทั้งหลงทาง ทั้งตกเที่ยวรถเมล์ อันที่จริงแล้วเด็กประถมไม่ควรต้องเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้ แต่ผมเชี่ยวชาญ เพราะถ้าไม่เชี่ยวชาญ ผมจะไปไม่ถึงโรงเรียน กลับไม่ถึงบ้าน แล้วถ้าไปไม่ถึง ผมอาจจะหลุดออกหายไปจากระบบโดยไม่มีใครรู้สึกว่ามันคือ ความสูญเสีย

ผมได้รับทุนการศึกษามาตลอด เหตุผลไม่ได้ซับซ้อน แค่ บ้านยากจน มารยาทดี และไม่เป็นปัญหา คำว่า “มารยาทดี” ในบริบทนี้ ไม่ได้หมายถึงความอ่อนโยนหรือการรู้จักเคารพคนอื่นเสมอไป แต่มันหมายถึงการไม่ตั้งคำถาม ไม่ส่งเสียง และไม่ทำให้ใครต้องรู้สึกไม่สบายใจ ผมสุภาพ เพราะผมไม่มีพื้นที่ให้ดื้อ ผมนิ่ง เพราะผมรู้ว่าที่ตรงนั้นไม่ใช่ของผม

ทุกครั้งที่มีคนพูดว่าโชคดีนะ ได้ทุนตลอด ผมไม่เคยรู้สึกดีใจ เพราะเงินนั้นไม่เคยทำให้ชีวิตผมเบาลง มันไม่เคยกลายเป็นอิสระ หรือความสุขเล็ก ๆ จากของเล่นแบบที่เด็กควรมี เพราะเงินทั้งหมดถูกใช้ไปกับค่าเทอม มันแค่ทำให้ผมยังอยู่ในระบบได้อีกปี อีกเทอม โดยก็มีเงื่อนไขว่าผมต้องไม่เป็นตัวปัญหา

เมื่อโตขึ้นและยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง ผมเห็นชัดขึ้นว่าแทบไม่มีอะไรเปลี่ยน เด็กส่วนใหญ่ในเมืองนี้ยังเริ่มต้นจากจุดที่ต่างกันอย่างชัดเจน เด็กจำนวนหนึ่งมีพ่อแม่ที่มีเงิน มีเวลา และมีอำนาจในการจัดการชีวิตลูกตั้งแต่ต้นจนโต พ่อแม่คอยรับส่ง คอยจัดการ และคอยกันปัญหาออกไปจากชีวิตลูกจนแทบหมด เด็กบางคนไม่เคยต้องรอ ไม่เคยต้องต่อรถ และไม่เคยต้องตั้งคำถามว่าใครจะมารับ เพราะคำตอบมีอยู่แล้วเสมอ

ในขณะเดียวกัน เด็กอีกจำนวนมากยังต้องจัดการชีวิตของตัวเองตั้งแต่ยังไม่พร้อม เหมือนที่ผมเคยทำ ความเหลื่อมล้ำนี้ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว และไม่ได้ลดลงตามกาลเวลา มันเพียงถูกทำให้ดูปกติขึ้น และยอมรับกันมากขึ้น

สิ่งที่ผมเห็นชัดเมื่อมองจากระยะของผู้ใหญ่ คือเงินไม่ใช่ปัจจัยเดียว เด็กบางคนถูกเลี้ยงดูแบบประคบประหงม มีทุกอย่างพร้อม มีคนคอยจัดการให้ทุกขั้นตอน แต่ไม่เคยถูกสอนให้รับผิดชอบผลของการกระทำ ไม่เคยถูกสอนให้เห็นหัวคนอื่น และไม่เคยต้องเรียนรู้ว่าการอยู่ร่วมกับสังคมต้องมีขอบเขต นิสัยที่แย่ของเด็กบางคนไม่ได้เกิดจากตัวเด็ก แต่มาจากระบบการเลี้ยงดูที่เชื่อว่าเงินสามารถแทนการอบรมได้

ขณะเดียวกัน เด็กอีกกลุ่มหนึ่งถูกสอนให้เรียบร้อยเกินวัย สุภาพเกินวัย และอดทนเกินวัย เพียงเพื่อจะมีที่ยืนเล็ก ๆ ในระบบเดียวกัน ระบบที่ไม่ได้ให้รางวัลกับความสามารถหรือความพยายามเท่า ๆ กัน แต่ให้รางวัลกับทุนตั้งต้น และการไม่รบกวนโครงสร้าง

วันเด็กยังคงมีคำขวัญ ผู้ใหญ่ยังคงขึ้นพูด และรัฐยังคงย้ำประโยคเดิมว่าเด็กคืออนาคตของชาติ แต่ไม่เคยมีใครพูดถึงต้นทุนของการเป็นอนาคต ไม่เคยพูดถึงเด็กที่ไม่มีปัจจุบันให้พัก และไม่เคยยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำที่เห็นตั้งแต่ประถม ไม่เคยหายไป มันแค่ถูกเลื่อนผ่านอย่างเงียบ ๆ

รัฐชอบเล่าเรื่องเด็กสู้ชีวิต เพราะมันไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้าง ไม่ต้องขยับงบ และไม่ต้องรับผิดชอบกับคำถามยาก ๆ แค่เล่าให้ดูดี แล้วใช้ความอดทนของเด็กเป็นหลักฐานว่าระบบยังทำงานได้ เมืองหลวงก็เช่นกัน มันชอบอวดโอกาส แต่ไม่เคยนับต้นทุนที่ถูกผลักลงมาให้เด็กบางคนแบกตั้งแต่ยังไม่ควรต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง

ผมไม่ได้อยากย้อนกลับไปเป็นเด็กคนนั้น แต่ผมไม่อยากเห็นเมืองนี้ยังผลิตเด็กแบบนั้นซ้ำไปเรื่อย ๆ เด็กที่ต้องนิ่ง ต้องทน และต้องโต เพื่อให้ระบบไม่ต้องเปลี่ยน และเพื่อให้ความไม่เท่าเทียมยังถูกเรียกว่าเรื่องปกติ

ถ้าวันเด็กปีไหน ผู้ใหญ่ยังพูดว่าเด็กคืออนาคตของชาติ โดยไม่รู้สึกอะไรกับความจริงเหล่านี้ บางทีปัญหาอาจไม่ใช่เด็กไม่พยายาม แต่อาจเป็นประเทศ ที่ยอมรับว่าความไม่เท่าเทียม เป็นราคาที่เด็กต้องจ่ายแทนผู้ใหญ่มาโดยตลอด



Previous
Previous

Who’s Really Afraid of the People’s Party?

Next
Next

Minimalism Isn’t About Less