The Vote Behind Your Wages and Debt
เช้าวันเลือกตั้งที่คนทั้งประเทศกำลังคิดว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล ใครจะได้เป็นนายกฯ ใครจะถือเสียงข้างมากในสภา กลับมีบัตรอีกใบวางอยู่ข้างกันอย่างเงียบ ๆ ใบที่ไม่ได้ถามว่าเราชอบใคร แต่ถามว่าเรา “ยอมให้ประเทศเดินเข้าไปในเกมใหม่หรือไม่” นั่นคือประชามติเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันเดียวกับการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 การวางสองการตัดสินใจนี้ทับกันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความสะดวกหรือการประหยัดงบตามภาษาราชการ แต่มันคือการออกแบบสนามทางอำนาจที่กำหนดว่าใครได้เปรียบ ใครถูกกลบเสียง และใครเป็นคนกำหนดเพดานชีวิตของคนส่วนใหญ่จริง ๆ
สำหรับแรงงานนอกระบบ วันที่ต้องออกไปใช้สิทธิไม่ได้เริ่มต้นด้วยการอ่านนโยบายหรือถกเถียงรัฐธรรมนูญ แต่มันเริ่มจากคำถามพื้นฐานกว่านั้น วันนี้จะได้งานไหม จะมีลูกค้าไหม จะหาเงินพอจ่ายค่างวดรถ ค่าห้อง ค่าอาหารหรือเปล่า คนส่งของ คนรับจ้างรายวัน คนค้าข้างทาง คนทำงานอิสระจำนวนมหาศาลในประเทศนี้ไม่ได้มีวันลาหยุด ไม่ได้มีประกันรายได้ ไม่ได้มีสวัสดิการรองรับความเสี่ยง การเมืองในสายตาพวกเขามักเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ใช่เพราะไม่สนใจ แต่เพราะต้นทุนของการสนใจสูงเกินไป
เมื่อประชามติถูกวางทับวันเลือกตั้ง การตัดสินใจเชิงโครงสร้างระยะยาวจึงถูกลากเข้าไปอยู่ในสนามอารมณ์ของการแข่งขันทางพรรคการเมือง เสียงปราศรัยกินพื้นที่สื่อ ความขัดแย้งรายวันกลืนบทสนทนาเรื่องกติกาประเทศไปอย่างแนบเนียน คนจำนวนมากจำชื่อผู้สมัครได้ จำสโลแกนได้ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าคำถามประชามติถามอะไรแน่ และที่สำคัญกว่านั้นคือไม่เห็นว่ามันเกี่ยวอะไรกับชีวิตที่ต้องดิ้นรนวันต่อวันของตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้น คำถามประชามติยังถูกห่อด้วยถ้อยคำที่ดูสุภาพ เรียบง่าย แต่แฝงน้ำหนักเชิงบรรทัดฐาน ความต่างเล็ก ๆ ระหว่างคำที่เหมือนกันในเชิงภาษาแต่ต่างกันในเชิงความรู้สึก ทำงานได้ดีมากในสังคมที่เวลาคิดสั้นลงและข้อมูลถาโถม คนจำนวนมากไม่ได้สับสนเพราะโง่ แต่สับสนเพราะระบบถูกออกแบบให้เข้าใจยากโดยไม่รู้ตัว
ความสับสนจึงไม่ได้เป็นอุบัติเหตุ แต่มันคือสภาพแวดล้อม คนจำนวนมากสับสนระหว่าง “แก้รัฐธรรมนูญ” กับ “จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ” ทำให้ประเมินความเสี่ยงผิดสเกล บางคนคิดว่าเป็นเรื่องเทคนิคของนักการเมือง ทั้งที่มันคือการเปิดการต่อรองโครงสร้างใหม่ทั้งระบบ บางคนสับสนระหว่าง “โหวตให้เริ่มกระบวนการ” กับ “โหวตเห็นด้วยกับเนื้อหาในอนาคต” ทำให้เผลอฝากความหวังหรือความกลัวไว้กับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเลย
ในสนามแบบนี้ ความไม่รู้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยเฉพาะกับคนที่ชีวิตมีภาระมากพออยู่แล้ว แรงงานนอกระบบจำนวนไม่น้อยเลือกกาบัตรตามความรู้สึก หรือไม่ให้ความสำคัญกับช่องประชามติ เพราะพลังสมองทั้งหมดต้องใช้ไปกับการเอาตัวรอด และในระบบที่ใช้เสียงข้างมากธรรมดา ความลังเลของคนจำนวนหนึ่งสามารถเปลี่ยนดุลของผลลัพธ์ได้โดยไม่ต้องรณรงค์อย่างเปิดหน้าเลย
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกชั้น จะเห็นว่าปัญหาปากท้องของแรงงานนอกระบบและหนี้ครัวเรือนไม่ได้เกิดจากความขยันหรือวินัยส่วนบุคคลเป็นหลัก แต่มันถูกล็อกด้วยโครงสร้างอำนาจที่รัฐธรรมนูญออกแบบไว้ คนจำนวนมากต้องกู้เพื่อประคองชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพื่อสร้างความมั่งคั่ง หนี้บัตร หนี้นอกระบบ หนี้เช่าซื้อ กลายเป็นเครื่องช่วยหายใจของเศรษฐกิจครัวเรือน เพราะรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และระบบสวัสดิการไม่ครอบคลุมความเสี่ยงของแรงงานรูปแบบใหม่
แรงงานนอกระบบจำนวนมากไม่มีสิทธิ์ต่อรองค่าแรง ไม่มีหลักประกันรายได้ ไม่มีระบบคุ้มครองเมื่อเจ็บป่วยหรือเศรษฐกิจสะดุด เมื่อรายได้หายไปหนึ่งวัน หนี้ไม่ได้หยุดเดินตาม นี่ไม่ใช่ปัญหาความสามารถส่วนบุคคล แต่มันคือผลลัพธ์ของโครงสร้างนโยบายที่ขยับได้ยาก เพราะอำนาจการตัดสินใจไม่ได้อยู่ในมือของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ทุกครั้งที่มีการเสนอปรับค่าแรงให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ กลไกเชิงอำนาจจะทำงานทันที ทั้งคณะกรรมการที่โครงสร้างเสียงไม่สะท้อนแรงงานจริง การตีความกฎหมายที่จำกัดอำนาจฝ่ายบริหาร หรือแรงกดดันจากกลุ่มทุนที่เข้าถึงศูนย์ตัดสินใจได้มากกว่าแรงงาน ค่าแรงจึงถูกมองเป็นตัวแปรเสี่ยงของระบบ มากกว่าการมองว่าเป็นเส้นเลือดของชีวิตคนทำงาน
เมื่อค่าแรงขยับช้า หนี้ครัวเรือนจึงกลายเป็นเบาะรองรับความล้มเหลวของระบบ แทนที่จะเป็นเครื่องมือสร้างโอกาส หนี้ถูกใช้เพื่อกิน เพื่อรักษา เพื่อส่งลูกเรียน เพื่อรักษาศักดิ์ศรีขั้นพื้นฐาน และเมื่อดอกเบี้ยสะสมเร็วกว่าโอกาสทางรายได้ คนจำนวนมากจึงติดกับดักที่ไม่มีทางไต่ขึ้นได้ง่าย ๆ
สวัสดิการก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นบำนาญถ้วนหน้า การคุ้มครองแรงงานอิสระ หรือระบบประกันสังคมที่ทันสมัย นโยบายเหล่านี้ไม่ได้ติดเพราะไม่มีเงินเสมอไป แต่ติดเพราะโครงสร้างการตัดสินใจเปิดช่องให้การคัดค้านเชิงอำนาจสามารถเบรกได้ง่ายกว่าการผลักดันเชิงนโยบาย เมื่อใดที่นโยบายแตะผลประโยชน์ของกลุ่มที่ถืออำนาจต่อรองสูง เมื่อนั้นกระบวนการจะยืดออก ถูกตีความใหม่ หรือถูกดึงกลับเข้าห้องประชุมไม่รู้จบ และต้นทุนของความล่าช้านั้นไม่ได้ตกอยู่กับผู้มีอำนาจ แต่ตกอยู่กับแรงงานที่ต้องกู้เพิ่มเพื่ออยู่รอด
รัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่เอกสารเชิงอุดมการณ์ แต่คือคู่มือการจัดสรรอำนาจในการตัดสินใจว่าใครกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ใครมีสิทธิ์เบรกนโยบาย และใครต้องรับผลลัพธ์เมื่อระบบเดินช้า ถ้าโครงสร้างยังเปิดช่องให้ชนชั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงสามารถคุมประตูการเปลี่ยนแปลงได้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและแรงงานนอกระบบจะยังถูกแก้แบบปลายเหตุไปเรื่อย ๆ
พูดให้ชัดขึ้นอีกระดับ รัฐธรรมนูญไม่ได้ทำให้หนี้หายไปในวันพรุ่งนี้ แต่มันกำหนดว่าใครมีสิทธิ์ออกแบบระบบค่าแรง ระบบสวัสดิการ ระบบภาษี และระบบการแข่งขันทางเศรษฐกิจในอีกสิบปีข้างหน้า มันกำหนดว่าเสียงของแรงงานนอกระบบจะถูกนับเป็นต้นทุนหรือถูกนับเป็นมนุษย์ และมันกำหนดว่าหนี้ครัวเรือนจะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ถูกแก้จริง หรือจะเป็นเพียงตัวเลขที่ถูกบริหารให้ไม่ล้มระบบ
เมื่อเอาภาพนี้กลับมาซ้อนกับการจัดประชามติวันเดียวกับเลือกตั้ง เราจะเห็นว่านี่ไม่ใช่แค่การจัดการเวลา แต่มันคือการผูกความชอบธรรมสองระดับเข้าด้วยกัน ระดับหนึ่งคือความชอบธรรมจากการเลือกผู้แทน อีกระดับคือความชอบธรรมจากการให้ไฟเขียวเชิงโครงสร้าง การผูกนี้ทำให้ยากต่อการแยกแยะว่าเรากำลังตัดสินอนาคตของชีวิตแรงงานจำนวนมหาศาล หรือแค่กำลังทำตามจังหวะของระบบที่ถูกออกแบบไว้แล้ว
บัตรประชามติจึงไม่ใช่แค่กระดาษอีกใบในคูหา แต่มันคือการลงคะแนนว่าแรงงานนอกระบบจะยังต้องอยู่กับความไม่มั่นคงแบบเดิมหรือไม่ ว่าหนี้ครัวเรือนจะยังถูกใช้เป็นกลไกพยุงระบบแทนสวัสดิการหรือไม่ และว่านโยบายค่าแรงและความคุ้มครองชีวิตจะยังติดเพดานเชิงอำนาจอีกกี่ปี
ถ้าเสียงของพี่ในคูหาไม่ได้มีแค่ความรู้สึก แต่มีความเข้าใจในเกมที่ซ่อนอยู่ใต้ถ้อยคำสั้น ๆ บนบัตรใบนั้น บางทีการเมืองไทยอาจเริ่มขยับจากการเลือกคน ไปสู่การเลือกโครงสร้างได้จริงสักครั้ง และคำถามคือพี่พร้อมจะใช้สิทธิครั้งนี้เป็นการตัดสินเพดานชีวิตของคนทำงานและอนาคตหนี้ของสังคม ไม่ใช่แค่ผลการเลือกตั้งหรือยัง
