Who Was This System Built For?

ช่วงนี้ชื่อของประกันสังคมกลับมาปรากฏบนพาดหัวข่าวอีกครั้ง ตั้งแต่เรื่องงบดูงานต่างประเทศ แอปที่ใช้งบสูงแต่ระบบยังสะดุด ไปจนถึงคำถามเรื่องการบริหารเงินกองทุนระดับหลายล้านล้านบาท ทุกประเด็นฟังดูแรง และสมควรถูกตรวจสอบ เพราะนี่คือเงินที่ถูกหักจากเงินเดือนของคนทำงานจริง ๆ ไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ ในรายงานราชการ

แต่ถ้าเราหยุดอยู่แค่คำถามว่าใครใช้เงินผิด หรือใครบริหารพลาด เราอาจพลาดคำถามที่ใหญ่กว่าและเจ็บกว่าไป คือ ต่อให้ไม่มีข่าวดราม่าเลย ระบบประกันสังคมที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ มันถูกออกแบบมาเพื่อโลกแรงงานแบบไหน และในโลกการทำงานจริงของปีนี้ ใครบ้างที่กำลังไม่ถูกนับรวมอยู่ในดีไซน์นั้น

เวลาพูดถึงสวัสดิการ มักมีประโยคหนึ่งโผล่ขึ้นมาเสมอว่า คนรายได้น้อยก็ไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้และไม่ได้ส่งประกันสังคมเหมือนคนทำงานประจำ แล้วทำไมรัฐต้องดูแลเขาเยอะ ๆ แต่ถ้าพูดกันตามความจริง คนทำงานทั่วไปก็จ่าย VAT จ่ายภาษีสรรพสามิตในน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่าไฟ และภาษีแฝงในราคาสินค้าทุกชิ้นเหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่ารายได้เท่าไร ใครซื้อของก็โดน 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากัน

ความต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 7 เปอร์เซ็นต์ แต่อยู่ที่สัดส่วนของชีวิต คนที่มีรายได้ 15,000 บาทและต้องใช้เงินเกือบทั้งหมดไปกับค่าอยู่ค่ากิน ย่อมรู้สึกถึงน้ำหนักของ VAT มากกว่าคนที่มีรายได้หลักแสนอย่างเทียบกันไม่ได้ ภาษีแบบนี้อาจแฟร์ในเชิงกฎหมาย แต่ไม่แฟร์ในเชิงผลกระทบต่อชีวิต และนี่คือเหตุผลว่าทำไมภาษีทางอ้อมถึงกระทบคนรายได้น้อยแรงกว่า แม้ทุกคนจะจ่ายในอัตราเดียวกันก็ตาม

ในอีกด้านหนึ่ง คนทำงานชั้นกลางก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองสบายใจนัก เพราะนอกจากจะจ่าย VAT แบบเดียวกับทุกคนแล้ว ยังต้องจ่ายภาษีเงินได้ และถูกหักเงินสมทบประกันสังคมทุกเดือน แต่ในชีวิตจริงกลับต้องควักเงินเพิ่มเพื่อซื้อบริการเอกชน ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงเรียน หรือการดูแลสุขภาพบางอย่างที่ระบบสาธารณะให้ไม่ได้ในเวลาที่ต้องการ ความรู้สึกว่า จ่ายแล้วแต่ยังต้องจ่ายซ้ำ จึงไม่ใช่อารมณ์งอแง แต่มันคือประสบการณ์จริงของคนทำงานเมืองจำนวนมาก

ตรงนี้เองที่ทำให้สังคมค่อย ๆ หันไปโกรธกันเอง คนชั้นกลางเริ่มรู้สึกว่าตัวเองถูกรีด ขณะที่คนรายได้น้อยถูกมองว่าเป็นภาระ ทั้งที่ถ้าถอยออกมามองภาพใหญ่ จะเห็นว่าทั้งสองกลุ่มกำลังติดอยู่ในระบบสวัสดิการที่ออกแบบมาไม่ทันโลกการทำงานปัจจุบันพอ ๆ กัน

โครงสร้างประกันสังคมไทยยังตั้งอยู่บนสมมติฐานของแรงงานยุคเก่า คือมีนายจ้างประจำ ทำงานต่อเนื่องยาว ส่งเงินสมทบสม่ำเสมอ แล้วค่อยเกษียณพร้อมบำนาญ แต่โลกการทำงานวันนี้เต็มไปด้วยสัญญาจ้างระยะสั้น ฟรีแลนซ์ งานแพลตฟอร์ม และการเปลี่ยนงานถี่จากความผันผวนทางเศรษฐกิจ คนกลุ่มนี้ถูกคาดหวังให้จ่ายเงินเข้าระบบเหมือนเดิม แต่กลับสะสมสิทธิได้ยากกว่า เพราะหลายสิทธิยังผูกกับระยะเวลาการส่งสมทบและความต่อเนื่องของสถานะลูกจ้าง

พูดให้ตรงกว่านั้นคือ ระบบยังให้รางวัลกับชีวิตที่มั่นคงอยู่แล้ว และค่อย ๆ ลดระดับความคุ้มครองลงกับชีวิตที่ไม่มั่นคง ทั้งที่ความไม่มั่นคงนั้นไม่ได้เกิดจากการขาดความรับผิดชอบส่วนบุคคล แต่มาจากรูปแบบตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไปทั้งก้อน และรัฐเองก็มีส่วนอยู่ในสมการนี้

ด้านสิทธิรักษาพยาบาลก็สะท้อนปัญหาเดียวกัน ระบบยังผูกคนกับโรงพยาบาล ไม่ได้ผูกบริการกับตัวคน ชีวิตแรงงานเมืองที่ต้องย้ายที่ทำงาน ย้ายที่อยู่ หรือเปลี่ยนจังหวะชีวิตบ่อย กลับต้องเป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหาระบบ มากกว่าที่ระบบจะปรับตามชีวิตจริงของผู้ประกันตน และเมื่อพูดถึงปลายทางของชีวิตการทำงาน อีกประโยคที่คนทำงานจำนวนมากคิดแต่ไม่ค่อยมีใครพูดตรง ๆ คือ เงินชราภาพที่เราได้กลับมา มันก็คือเงินที่เราสะสมเองจริง ๆ หักจากเงินเดือนเราทุกเดือน ไม่ใช่เงินแจกจากรัฐ แล้วพอถึงวันเกษียณ เราได้คืนในรูปบำเหน็จหรือบำนาญ ซึ่งในทางความรู้สึกมันคือเงินของเราเองทั้งหมด

คำถามที่ตามมาทันทีคือ แล้วคนที่ไม่เคยจ่าย หรือจ่ายน้อยมากล่ะ เขาได้อะไรจากระบบนี้

คำตอบที่อาจไม่ถูกใจใครนักคือ คนที่อยู่นอกระบบประกันสังคมจริง ๆ ไม่ได้มีเงินบำนาญ ไม่มีเงินก้อนรองรับ มีแค่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุหลักร้อยถึงพันต้น ๆ ต่อเดือน และถ้าป่วยก็ต้องพึ่งบัตรทอง ซึ่งใช้งบจากภาษีรวมของประเทศ ไม่ใช่เงินกองทุนประกันสังคมของคนทำงาน พูดกันแบบไม่สวยงามคือ เขาไม่ได้มีหลักประกันชีวิตมากกว่าเราเลย เขาแค่แก่ลงพร้อมความเสี่ยงที่สูงกว่า และไม่มีเงินสะสมบังคับเหมือนคนในระบบ แต่ความคับข้องใจของคนทำงานก็ยังไม่หายไป เพราะสิ่งที่ทำให้เจ็บจริง ๆ ไม่ใช่การที่คนอื่นได้อะไร แต่คือการที่เราจ่ายมาทั้งชีวิต แต่เงินที่ได้คืนยังไม่พอจะทำให้ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมั่นคงในสังคมที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ตรงนี้คือหัวใจของปัญหา ไม่ใช่คนอื่นได้เยอะเกินไป แต่คือคนที่ส่งเงินสมทบได้กลับมาน้อยกว่าที่ระบบควรจะทำให้ได้ ซึ่งโยงไปถึงสูตรคำนวณบำนาญ ผลตอบแทนการลงทุนของกองทุน และความจริงที่ว่าค่าจ้างแรงงานไทยโตช้ากว่าค่าครองชีพมานานมาก

สุดท้ายระบบประกันสังคมเลยสร้างภาพประหลาดแบบนี้ขึ้นมา คนที่จ่ายรู้สึกว่าไม่คุ้ม คนที่เข้าไม่ถึงก็ไม่มีอะไรคุ้มครองจริง ๆ และคนที่มีเงินก็เลือกหนีไปใช้ประกันเอกชนทั้งหมด แล้วสังคมก็เผลอหันมาทะเลาะกันเองว่าใครเป็นภาระ ทั้งที่ความจริงคือทั้งสองฝั่งต่างก็เป็นกลุ่มที่ระบบออกแบบมาไม่ดีพอเหมือนกัน ทั้งหมดนี้ทำให้คำถามเรื่องประกันสังคมไม่ควรถูกจำกัดแค่ว่าใครใช้เงินไม่เหมาะสม หรือใครบริหารไม่โปร่งใส แต่ควรถูกขยายไปถึงคำถามว่า ระบบนี้ยังยืนอยู่บนภาพแรงงานแบบไหน และใครกำลังไม่ถูกนับรวมอยู่ในดีไซน์ของมันเพราะในสังคมที่งานไม่มั่นคงและความเสี่ยงถูกผลักมาที่ตัวคนมากขึ้นทุกวัน แต่หลักประกันชีวิตยังยึดติดกับโลกแรงงานแบบเมื่อหลายสิบปีก่อน ต่อให้ตรวจสอบงบประมาณเข้มแค่ไหน ต่อให้เปลี่ยนผู้บริหารกี่รอบ ความรู้สึกไม่ปลอดภัยของคนทำงานก็จะไม่หายไปไหน

ความเหนื่อยล้าของคนทำงานวันนี้จึงไม่ใช่แค่ความล้าจากงาน แต่คือความล้าจากการต้องวางแผนรับมือกับชีวิตทุกด้านด้วยตัวเอง ทั้งสุขภาพ การเงิน และวัยชรา ทั้งที่ตลอดเวลาที่ทำงาน พวกเขาก็จ่ายเงินเข้าระบบที่ควรจะช่วยแบ่งเบาความเสี่ยงเหล่านี้อยู่แล้ว เมื่อความมั่นคงถูกทำให้กลายเป็นเรื่องที่ต้องซื้อเอง วางแผนเอง และรับผิดชอบเองทั้งหมด การทำงานก็จะไม่ใช่แค่การสร้างอาชีพอีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็นการดิ้นรนต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ตัวเองหลุดออกจากขอบของความปลอดภัยที่รัฐควรช่วยค้ำไว้ตั้งแต่ต้น

คำถามที่ยังค้างอยู่จึงไม่ใช่ว่าเราควรโกรธใคร แต่คือเรายอมรับได้แค่ไหนกับระบบที่ทำให้การทำงานทั้งชีวิตยังไม่เพียงพอจะแลกกับความรู้สึกปลอดภัยในบั้นปลาย และเราพร้อมหรือยังที่จะยอมรับว่านี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นข้อจำกัดของการออกแบบสวัสดิการที่ไม่ทันกับชีวิตจริงของแรงงานยุคนี้ บางทีสิ่งที่คนทำงานต้องการอาจไม่ใช่คำสัญญาใหม่หรือแอปเวอร์ชันใหม่ แต่คือหลักประกันที่ทำให้รู้สึกว่า ถ้าวันหนึ่งสะดุด ระบบนี้จะไม่ปล่อยให้ล้มลงไปลำพัง และถ้าวันหนึ่งแก่ลง ระบบนี้จะไม่ทำให้ความกลัวเรื่องเงินกลายเป็นเพื่อนร่วมทางในทุกเช้า

ถ้าเรายังไม่อยากยอมรับว่านี่คือสภาพที่ต้องทนอยู่ต่อไป คำถามสุดท้ายอาจไม่ใช่แค่ว่าประกันสังคมควรปรับปรุงตรงไหน แต่คือเราคาดหวังให้สังคมนี้ดูแลคนทำงานของมันในระดับไหนกันแน่ และเรายังเชื่ออยู่ไหมว่าการทำงานทั้งชีวิตควรแลกได้กับความมั่นคงที่ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้จนเกินไป และถ้าเรายังเชื่อแบบนั้นอยู่ บางทีการตั้งคำถามกับระบบอาจไม่ใช่ความเรื่องมากของคนทำงาน แต่คือจุดเริ่มต้นของการไม่ยอมปล่อยให้ความเหนื่อยล้ากลายเป็นสภาพปกติของชีวิต และอาจถึงเวลาที่เราต้องไม่แค่ถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับประกันสังคม แต่ต้องถามต่อไปว่า เราอยากอยู่ในสังคมที่ดูแลแรงงานของมันแบบไหน และเราพร้อมจะเรียกร้องมันมากแค่ไหนด้วยกัน



Previous
Previous

ON YOUR OWN WINGS

Next
Next

Bad Systems Kill Good Teams