“สอดสร้อยมาลา” ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับความฝันที่เคยถูกวางทิ้งไว้ระหว่างทาง
ตอนที่ผมนั่งดูตอนจบของ สอดสร้อยมาลา สิ่งที่ติดอยู่ในหัวหลังเครดิตสุดท้ายไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความขัดแย้งของตัวละคร และไม่ใช่ฉากดราม่าที่ผู้ชมพูดถึงกันมากที่สุดแต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาระหว่างดูเรื่องนี้…ความคิดถึงไม่ใช่ความคิดถึงใคร แต่เป็นความคิดถึงตัวเองในช่วงเวลาที่เคยมีความสุขกับสิ่งที่รัก
ในทางนาฏศิลป์ไทย “สอดสร้อยมาลา” เป็นชื่อท่ารำที่เลียนแบบการนำดอกไม้มาร้อยเป็นพวงมาลัย มือทั้งสองเคลื่อนไหวประสานกันอย่างอ่อนช้อย ราวกับกำลังค่อย ๆ สร้างบางสิ่งที่งดงามขึ้นจากดอกไม้ทีละดอก เมื่อมองในความหมายเชิงสัญลักษณ์ ท่านี้จึงไม่ต่างจากการเก็บรวบรวมความทรงจำ ความรัก หรือสิ่งมีค่าที่กระจัดกระจายอยู่ในชีวิต แล้วค่อย ๆ ร้อยเรียงมันกลับเข้าหากันอีกครั้ง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตของคนจำนวนมากเต็มไปด้วยสิ่งที่ต้องทำ มากกว่าสิ่งที่อยากทำ เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน ดูแลครอบครัว รับผิดชอบค่าใช้จ่าย แก้ปัญหา และพยายามประคองชีวิตให้เดินต่อไปได้อย่างเรียบร้อย หลายคนใช้เวลาครึ่งชีวิตทำในสิ่งที่จำเป็น จนบางครั้งเราลืมไปว่าครั้งหนึ่งเราเคยหลงใหลอะไร ก่อนที่ชีวิตจะเต็มไปด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบ เราเคยมีบางสิ่งที่ทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เคยมีบางสิ่งที่ไม่ต้องอาศัยเสียงปรบมือหรือคำชื่นชมใด ๆ และเคยมีบางสิ่งที่เราทำเพียงเพราะหัวใจมีความสุขเมื่อได้อยู่กับมัน แล้วนั่นคือ สิ่งที่ผมชอบใน สอดสร้อยมาลา ละครที่ไม่ได้เล่าเพียงเรื่องของนาฏศิลป์ แต่กำลังพูดถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับความฝันที่เคยถูกวางทิ้งไว้ระหว่างทาง”
ยิ่งเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น สังคมมักพูดถึงการเติบโตในฐานะการมีตำแหน่งสูงขึ้น รายได้มากขึ้น หรือมีความมั่นคงมากขึ้น แต่แทบไม่มีใครพูดถึงการเติบโตในอีกแบบหนึ่ง นั่นคือ การกล้ากลับไปหาสิ่งที่ตัวเองรักอีกครั้งบางคนหยิบเครื่องดนตรีที่ไม่ได้แตะมาหลายสิบปีขึ้นมาเล่น บางคนกลับมาวาดรูปหลังจากเคยคิดว่าตัวเองไม่มีเวลาสำหรับมันอีกแล้ว และบางคนเพิ่งค้นพบในวันที่อายุมากขึ้นว่าตัวเองยังมีความสุขกับการเต้น การเขียน หรือการแสดงมากกว่าที่เคยคิดในวันที่คนอื่นคิดว่ามันสายเกินไปแล้ว
แต่ความจริงแล้ว ความรักต่อบางสิ่งไม่เคยมีวันหมดอายุมีเพียงเราที่หยุดให้เวลากับมันผมคิดว่านั่นคือเหตุผลที่ สอดสร้อยมาลา ทำให้หลายคนรู้สึกบางอย่างร่วมกัน แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนาฏศิลป์เลยก็ตาม เพราะสิ่งที่ผู้ชมเห็นบนจออาจไม่ใช่เรื่องของการรำ แต่เป็นภาพสะท้อนของความฝัน ความหลงใหล หรือความสุขบางอย่างที่ตัวเองเคยมี และกำลังคิดถึงมันอยู่เงียบ ๆ
โลกอาจถามว่าเราประสบความสำเร็จมากพอหรือยัง แต่ละครเรื่องนี้กลับทำให้ผมหันมาถามตัวเองอีกคำถามหนึ่งว่า “วันนี้ผมยังได้ใช้เวลากับสิ่งที่รักอยู่หรือเปล่า” ซึ่งคำถามนี้อาจสำคัญไม่แพ้คำถามเรื่องความสำเร็จเลยก็ได้
