คุณเองก็ชื่อ “จิตตรี” ในซีรีย์ “ทนายปีศาจ”

มีฉากหนึ่งใน ทนายปีศาจ ที่จิตตรีนั่งฟังรายละเอียดคดีอยู่เงียบ ๆ ขณะที่คนรอบตัวกำลังถกเถียงกันว่าใครพูดความจริง ใครเป็นฝ่ายถูก หรือใครควรได้รับความเป็นธรรม แต่สิ่งที่เธอสนใจกลับเป็นอีกเรื่อง เธอถามถึงเอกสารที่ยื่นไม่ครบ ขั้นตอนที่ดำเนินการผิดลำดับ และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่อาจกลายเป็นช่องว่างให้พลิกผลของคดีได้

ในโลกของจิตตรี ความจริงไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด สิ่งสำคัญคือกติกา และยิ่งกว่านั้นคือการรู้ว่ากติกานั้นสามารถถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร
ตอนดูฉากนี้ ผมไม่ได้คิดถึงศาลเป็นอย่างแรก ผมนึกถึงร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่เคยนั่งทำงานอยู่เมื่อหลายปีก่อน บนโต๊ะข้าง ๆ มีผู้หญิงวัยกลางคนกำลังคุยโทรศัพท์เรื่องสมัครเรียนของลูก เธอถามปลายสายว่า "พอรู้จักใครในโรงเรียนนี้ไหม" น้ำเสียงของเธอไม่ได้ฟังดูเหมือนคนกำลังจะทำอะไรผิดกฎหมาย ไม่ได้ฟังดูเหมือนคนกำลังจะติดสินบนหรือทุจริตอะไรด้วยซ้ำ มันเป็นน้ำเสียงของคนธรรมดาที่กำลังหาทางช่วยลูกให้มีโอกาสมากขึ้นอีกนิด


สิ่งที่ผมได้ยินทำให้ผมคิดต่อถึง ความคิดของคนส่วนใหญ่ไม่มองพฤติกรรมแบบนี้ว่าเกี่ยวข้องกับกฎหมายเลย ทั้งที่จริงแล้วมันเกี่ยวข้องกับหลักการเดียวกัน นั่นคือ ความเชื่อว่ากติกาอาจยืดหยุ่นได้ หากเรารู้จักคนที่เหมาะสม หรือมีช่องทางที่เหมาะสมมากพอ
เมื่อเราพูดถึงปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย เรามักนึกถึงเรื่องใหญ่ นักการเมือง ทุนผูกขาด คดีดัง หรือข่าวอื้อฉาวระดับประเทศ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป วัฒนธรรมของการต่อรองกติกาไม่ได้เริ่มต้นจากคนเหล่านั้น มันเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน ตั้งแต่การฝากลูกเข้าโรงเรียน การขอให้คนรู้จักช่วยดูเรซูเม่ก่อนส่งสมัครงาน การโทรหาเพื่อนที่ทำงานราชการเพื่อถามว่ามีวิธีไหนที่เรื่องจะเดินเร็วขึ้น หรือแม้แต่ความรู้สึกโล่งใจเมื่อมีใครสักคนบอกว่า "เดี๋ยวช่วยคุยให้"
เราไม่เรียกสิ่งเหล่านี้ว่าการเอาเปรียบ เราเรียกมันว่าความสัมพันธ์ เรียกมันว่าคอนเนกชัน เรียกมันว่าการช่วยเหลือกัน แต่ถ้าตัดถ้อยคำสวยงามเหล่านั้นออกไป แก่นของมันก็คือความพยายามขอข้อยกเว้นจากกติกากลางเหมือนกัน
นี่อาจเป็นเหตุผลที่ตัวละครอย่างจิตตรีดูสมจริงเกินกว่าตัวละครในซีรีย์ เพราะเธอไม่ได้คิดต่างจากสังคม เธอเพียงพัฒนาวิธีคิดแบบเดียวกันไปจนสุดทาง

ในขณะที่คนส่วนใหญ่พยายามหาทางลัดในเรื่องเล็ก ๆ เธอทำสิ่งเดียวกันในระดับที่ใหญ่กว่าและซับซ้อนกว่า เธอไม่ถามว่าอะไรถูกต้อง เธอถามว่าอะไรใช้ได้ผล
นั่นเป็นประเด็นที่ผมสนใจกว่าการวิจารณ์กฎหมายเสียอีก เพราะปัญหาของสังคมไทยอาจไม่ใช่การที่ผู้คนไม่เคารพกฎหมาย แต่เป็นการที่ผู้คนจำนวนมากเคารพกฎหมายเฉพาะตอนที่กฎหมายปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง เมื่อกฎหมายสร้างความสะดวก เราเรียกร้องให้บังคับใช้อย่างเคร่งครัด แต่เมื่อกฎหมายสร้างความลำบาก เรากลับเริ่มมองหาทางออก มองหาคนรู้จัก หรือมองหาข้อยกเว้นที่อาจใช้กับกรณีของเราได้


คดีดังหลายคดีที่สร้างความรู้สึกค้างคาให้สังคมก็เกิดขึ้นบนความรู้สึกแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ยืดเยื้อจนข้อหาบางส่วนขาดอายุความ หรือคดีที่ผู้มีอำนาจดูเหมือนมีทรัพยากรในการต่อสู้มากกว่าคนทั่วไป สิ่งที่ผู้คนโกรธไม่ใช่เพราะทุกคนเข้าใจข้อกฎหมายอย่างละเอียด แต่เพราะทุกคนรู้สึกได้ว่าบางคนมีอำนาจต่อรองกับกติกาได้มากกว่าคนอื่น

เมื่อความรู้สึกนั้นสะสมไปเรื่อย ๆ ผู้คนก็เริ่มเลิกถามว่าอะไรถูกหรือผิด แล้วหันไปสนใจว่าใครมีอำนาจมากกว่า ใครมีเส้นมากกว่า ใครมีทรัพยากรมากกว่า และใครสามารถทำให้กติกาโค้งงอได้มากกว่า ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้จิตตรีน่ากลัว
ไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนเลว ไม่ใช่เพราะเธอใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเก่ง แต่เพราะเธอทำให้เราเห็นบางอย่างที่ไม่ค่อยอยากยอมรับ ว่าวิธีคิดของเธอไม่ได้อยู่แค่ในห้องพิจารณาคดี มันอยู่ในสังคม อยู่ในที่ทำงาน อยู่ในกลุ่มไลน์ของครอบครัว อยู่ในวงสนทนาของเพื่อน และบางครั้งก็อยู่ในตัวเราเอง


สิ่งที่ซีรีย์ ทนายปีศาจ กำลังพูดอาจไม่ใช่เรื่องทนายเลยด้วยซ้ำ มันกำลังพูดถึงสังคมที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากการถามว่า "อะไรถูกต้อง" ไปเป็นการถามว่า "อะไรได้ผล" และเมื่อผลลัพธ์กลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด กติกาก็ไม่ได้หายไปไหน มันแค่กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนพยายามต่อรองกับมันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมกำลังบอกคุณว่า แท้จริงแล้ว จิตตรีอาจไม่ใช่ตัวละครที่ยืนอยู่คนละฝั่งกับเราอย่างที่คิด เธออาจเป็นเพียงภาพสะท้อนที่ถูกขยายให้ชัดขึ้น จนเราเริ่มเห็นนิสัยบางอย่างของสังคมไทยที่ปกติซ่อนอยู่ในเรื่องเล็ก ๆ ของชีวิตประจำวันก็เท่านั้นเอง



Next
Next

สังคมไทยหลงใหลความรวย จนกลายเป็นทุนทางศีลธรรม