ลึกกว่ามายาคติ ‘ไม่ยอมมีลูก’ อ่านวิกฤตประชากรผ่านกรุงเทพฯ
บทความวิเคราะห์ / โดย กองบรรณาธิการ Puff.
หน้าจอมือถือสว่างขึ้นระหว่างทางกลับบ้าน อินโฟกราฟิกชิ้นหนึ่งเลื่อนผ่านตา เส้นกราฟเด็กเกิดใหม่ลดลง เส้นจำนวนผู้เสียชีวิตสูงขึ้น สีสด ตัวเลขใหญ่ พาดหัวใช้คำที่ตั้งใจให้คนอ่านสะดุ้ง — “ใจหาย” “ดิ่งฮวบ” “วิกฤตประชากร” ข่าวแบบนี้เดินทางเร็ว เพราะมันมีทุกอย่างที่อัลกอริทึมชอบ มีตัวเลข มีความกลัว มีภาพประเทศกำลังแก่ และมีคนให้โทษได้ง่าย ๆ หลังอ่านจบไม่ถึงหนึ่งนาที คนรุ่นใหม่ไม่อดทน ผู้หญิงไม่อยากลำบาก คู่รักคิดถึงแต่ตัวเอง คนโสดรักอิสระเกินไป
ผมไม่คิดว่าคำว่า “ไม่ยอมมีลูก” เป็นคำบริสุทธิ์ มันมีน้ำเสียงของคำสั่งซ่อนอยู่ เหมือนสังคมยังถือว่าการมีลูกเป็นหน้าที่พื้นฐานของพลเมือง และคนที่ไม่เดินตามเส้นทางนั้นต้องออกมาอธิบายตัวเองให้คนอื่นพอใจ แต่ลองวางพาดหัวลงก่อน แล้วถามคำถามอีกแบบ “คนคนหนึ่งมีอำนาจเหนือชีวิตตัวเองจริงแค่ไหน”
รายงานสถานการณ์ประชากรโลก State of World Population 2025 ของ UNFPA ชี้ว่า วิกฤตเจริญพันธุ์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่แค่จำนวนประชากรที่เปลี่ยนไป แต่อยู่ที่การที่ผู้คนจำนวนมากไม่มีอำนาจและเสรีภาพพอจะเลือกขนาดครอบครัวตามที่ตัวเองต้องการจริง ๆ ไม่ว่าจะอยากมีลูกมากขึ้น มีน้อยลง หรือไม่มีเลย แนวคิด Reproductive Agency ทำให้คำถามเรื่องประชากรขยับจาก “ทำไมคนไม่ผลิตเด็กให้สังคม” ไปสู่คำถามที่หนักกว่าเดิมมาก: คนคนหนึ่งมีอำนาจเหนือชีวิตตัวเองจริงแค่ไหน
คำถามนี้สำคัญ เพราะมันกันเราออกจากความเคยชินแบบรัฐที่มองประชากรเป็นตัวเลขในตาราง แล้วดึงเรากลับมามองมนุษย์ในฐานะชีวิตที่ต้องตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขจริง บ้าน งาน เงิน เวลา ร่างกาย ความสัมพันธ์ และอนาคตที่ไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัยพอหรือเปล่า
ห้องเช่าหนึ่งห้องในกรุงเทพฯ อาจพอสำหรับผู้ใหญ่คนหนึ่งที่กลับมานอนหลังเลิกงาน พอสำหรับคนสองคนที่เรียนรู้จะเก็บของให้ชิดผนัง พอสำหรับแมวหนึ่งตัว ต้นไม้หนึ่งกระถาง หรือโต๊ะทำงานเล็ก ๆ ข้างหน้าต่าง แต่เมื่อมีเปลเด็กเข้ามา ห้องเดิมเปลี่ยนความหมายทันที พื้นที่ไม่ได้แคบลงเพราะขนาดห้องเปลี่ยน พื้นที่แคบลงเพราะอนาคตหนึ่งชีวิตต้องการมากกว่ามุมว่างข้างเตียง
ปี 2568 กรุงเทพมหานครมีเด็กเกิดใหม่ 45,685 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 48,869 คน ส่วนต่าง 3,184 คนทำให้เมืองหลวงเข้าสู่ภาวะที่คนตายมากกว่าคนเกิดอย่างชัดเจน รายงานของ Rocket Media Lab ระบุว่า เมื่อลงไปดูรายเขต กรุงเทพฯ มีถึง 36 เขตที่จำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ เขตที่มีส่วนต่างสูงที่สุดคือหลักสี่ เกิด 383 คน เสียชีวิต 1,776 คน หรือผู้เสียชีวิตมากกว่าเด็กเกิดใหม่ 1,393 คน
ตัวเลขของหลักสี่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ “อันดับหนึ่ง” ในตาราง มันทำให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงทางประชากรไม่ได้ลอยอยู่ในระดับประเทศอย่างที่เราชอบพูดกันกว้าง ๆ มันเกิดบนพื้นที่จริง บนเขตที่มีบ้านจัดสรร อาคารราชการ คอนโด โรงพยาบาล ถนนใหญ่ คนทำงาน คนแก่ และครอบครัวที่กำลังตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อ ขยับออก หรือไม่เริ่มต้นอะไรใหม่เลย
กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนจำนวนมากเข้ามาเพื่อสร้างชีวิต แต่เมืองเดียวกันนี้ก็ทำให้การสร้างอีกชีวิตหนึ่งกลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนักขึ้นทุกปี ค่าเช่าห้องไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายรายเดือน มันกำหนดว่าครอบครัวหนึ่งจะมีพื้นที่หายใจมากแค่ไหน ค่าเลี้ยงเด็กไม่ได้เป็นแค่รายการในบัญชี แต่มันตัดสินว่าแม่หรือพ่อคนหนึ่งจะยังทำงานต่อได้หรือไม่ ค่าเทอมไม่ได้เริ่มต้นในวันที่เด็กเข้าโรงเรียน แต่มันเริ่มกดทับตั้งแต่วันที่ผู้ใหญ่สองคนคิดถึงคำว่า “อนาคต”
อีกด้านหนึ่งของเมืองอยู่ที่สัมพันธวงศ์ เขตเมืองเก่าที่หลายคนอาจจำผ่านถนนแคบ ตึกแถว ร้านค้า วัด ตลาด และความทรงจำของกรุงเทพฯ รุ่นก่อน เขตนี้ไม่ได้เป็นเขตที่มีส่วนต่างคนตายมากกว่าคนเกิดสูงที่สุด เพราะตำแหน่งนั้นคือหลักสี่ แต่สัมพันธวงศ์สำคัญในอีกความหมายหนึ่ง รายงานเดียวกันระบุว่า สัมพันธวงศ์มีสัดส่วนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงที่สุดในกรุงเทพฯ คือ 39.06% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่เด็กอายุ 0-15 ปีมีเพียง 8.09% และเมื่อดูอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ คนวัยทำงาน 100 คนในเขตนี้ต้องดูแลผู้สูงอายุ 73.90 คน สูงที่สุดในกรุงเทพฯ
หลักสี่กับสัมพันธวงศ์เล่าเมืองคนละชั้น หลักสี่ทำให้เห็นช่องว่างระหว่างการเกิดกับการตายในปีปัจจุบัน สัมพันธวงศ์ทำให้เห็นเมืองที่แก่ลงจากข้างใน พื้นที่ยังอยู่ อาคารยังอยู่ ป้ายร้านยังอยู่ ความทรงจำยังอยู่ แต่สัดส่วนของคนเปลี่ยนไป เด็กน้อยลง คนแก่เพิ่มขึ้น คนวัยทำงานบางลง เมืองไม่ได้หายไปในวันเดียว มันค่อย ๆ เปลี่ยนเนื้อในของตัวเองอย่างเงียบ ๆ
ถ้าขยับออกจากกรุงเทพฯ ไปมองทั้งประเทศ ภาพเดียวกันเข้มขึ้น ปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ 416,574 คน ต่ำสุดในรอบ 75 ปี และต่ำกว่า 500,000 คนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ที่รายงานโดยกรุงเทพธุรกิจ ระบุว่า กรุงเทพฯ ยังเป็นจังหวัดที่มีเด็กเกิดใหม่มากที่สุด 45,685 คน แต่การเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไม่ได้แปลว่าเมืองนี้แข็งแรง หากตัวเลขสูงสุดนั้นเองก็ต่ำลงทุกปี
จากข้อมูลที่เผยแพร่ ณ ต้นปี 2569 สารประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2569 ระบุว่า อัตราเจริญพันธุ์รวมของไทย หรือ TFR ประจำปี 2568 อยู่ที่ 0.86 ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร 2.1 อย่างมาก ตัวเลขนี้พาเราออกจากอารมณ์ตกใจรายวัน แล้วบังคับให้มองสังคมไทยในฐานะประเทศที่กำลังเดินเข้าสู่อนาคตอีกแบบหนึ่ง อนาคตที่มีเด็กน้อยลง คนแก่มากขึ้น และแรงงานวัยทำงานแบกรับระบบมากกว่าที่เคย
ในเช้าวันธรรมดา ผู้หญิงคนหนึ่งอาจนั่งอยู่บนรถไฟฟ้า มือหนึ่งจับราว อีกมือเลื่อนดูข้อความจากแม่ที่ถามว่าสุดสัปดาห์นี้จะกลับบ้านไหม พ่อเริ่มเดินช้าลง แม่เริ่มลืมกินยา งานที่ออฟฟิศก็ยังมีประชุมบ่ายสอง เธอไม่ได้ประกาศกับใครว่าจะไม่มีลูก เพียงแต่ในหัวของเธอ การเพิ่มอีกหนึ่งชีวิตเข้าไปในตารางชีวิตแบบนี้ฟังดูเหมือนการดึงลมหายใจของตัวเองให้สั้นลงกว่าเดิม
ตรงนี้เองที่การชี้นิ้วไปที่ “คนไม่ยอมมีลูก” กลายเป็นเรื่องง่ายเกินไป ง่ายจนเกือบขี้เกียจคิด
ในชีวิตจริง การมีลูกหนึ่งคนไม่ใช่การเพิ่มสมาชิกในบ้านแบบที่ภาพโฆษณาชอบทำให้ดูนุ่มนวล มันคือการเพิ่มความเปราะบางเข้าไปในทุกส่วนของชีวิต คนจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธเด็กเพราะไม่รักเด็ก เขาอาจรักเด็กมากพอที่จะไม่อยากพาเด็กคนหนึ่งเข้ามาอยู่ในระบบที่ตัวเองยังเอาตัวรอดอย่างเหนื่อยล้า
สำหรับชนชั้นกลางเมือง การไม่มีลูกเป็นวิธีป้องกันไม่ให้ชีวิตถอยหลังทางเศรษฐกิจในทันที รายได้สองทางอาจพอประคองชีวิตผู้ใหญ่สองคน แต่เมื่อมีเด็กหนึ่งคน รายได้เท่าเดิมต้องรองรับเวลาใหม่ ความรับผิดชอบใหม่ และความเสี่ยงใหม่ เมืองที่ไม่มีระบบดูแลเด็กคุณภาพดีและเข้าถึงได้ ย่อมผลักภาระกลับไปที่ครอบครัว ราวกับครอบครัวควรแก้ปัญหาโครงสร้างทุกอย่างด้วยความอดทนส่วนตัว
สำหรับแรงงานเมือง ความหมายของการมีลูกหนักกว่านั้น ภาพครอบครัวอบอุ่นในโฆษณาไม่ค่อยพูดถึงคนที่ต้องลางานเพราะลูกป่วย คนที่ถูกมองว่าไม่ทุ่มเทเพราะกลับบ้านตรงเวลา คนที่ไม่มีเงินจ้างพี่เลี้ยง คนที่ต้องฝากลูกไว้กับพ่อแม่ต่างจังหวัด หรือผู้หญิงที่ตั้งครรภ์แล้วอำนาจต่อรองในที่ทำงานลดลงทันที
วิกฤตประชากรแตะเรื่องเพศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในสังคมไทย งานดูแลยังไม่เคยถูกแบ่งอย่างเท่ากัน ผู้หญิงจำนวนมากถูกคาดหวังให้ตั้งครรภ์ คลอด พักฟื้น ให้นม ทำงานบ้าน จัดการชีวิตลูก ดูแลอารมณ์ของครอบครัว และทำงานหาเงินต่อไปในเวลาเดียวกัน
นี่ไม่ใช่ภาระเล็ก ๆ ที่แก้ได้ด้วยคำชมว่า “แม่เก่ง” คำชมแบบนั้นบางครั้งเป็นเพียงวิธีทำให้การเอาเปรียบฟังดูอบอุ่นขึ้น
เมื่อผู้หญิงบางคนเลือกไม่มีลูก หรือเลื่อนการมีลูกออกไป สิ่งนั้นไม่ควรถูกอ่านเป็นความเห็นแก่ตัวทันที มันอาจเป็นการต่อรองกับระบบที่เคยใช้เวลา ร่างกาย และแรงดูแลของผู้หญิงเหมือนของฟรี การไม่สร้างครอบครัวแบบเดิมอาจเป็นวิธีรักษาอำนาจเหนือชีวิตตัวเองในโลกที่ยังไม่ยอมเปลี่ยนเงื่อนไขของการเป็นแม่
อย่างไรก็ตาม การอธิบายทุกอย่างด้วยประโยคว่า “ไทยไม่มีสวัสดิการ” ก็ยังไม่พอ แม้ประโยคนั้นจะจริงในหลายระดับ ประเทศที่รัฐเข้มแข็งกว่า มีงบประมาณมากกว่า และมีนโยบายครอบครัวจริงจังกว่าไทย ก็ยังดึงอัตราเกิดกลับขึ้นมาไม่ได้ง่าย
เกาหลีใต้ให้ภาพของความหวังที่ถูกประกาศเร็วเกินไป ปี 2568 อัตราเจริญพันธุ์รวมอยู่ที่ 0.80 เพิ่มจาก 0.75 ในปี 2567 ตัวเลขขยับขึ้นจริง และรัฐย่อมอยากเห็นมันเป็นสัญญาณของการฟื้นตัว แต่ Reuters รายงานว่าการเพิ่มขึ้นบางส่วนสัมพันธ์กับการแต่งงานที่ฟื้นหลังโควิด และต้องระวังการอ่านตัวเลขจากโครงสร้างประชากร ไม่ใช่หลักฐานว่าวิกฤตจบลงแล้ว ความหวังจึงมาเร็ว แต่พังเร็วพอ ๆ กัน เมื่อมองลึกลงไปใต้ตัวเลข OECD ยังอธิบายปัญหาเกาหลีใต้ผ่านชีวิตการทำงานที่ไม่เป็นมิตรกับครอบครัว ชั่วโมงทำงาน ความเหลื่อมล้ำทางเพศ ค่าเลี้ยงดู และแรงกดดันด้านการศึกษา
ญี่ปุ่นอยู่ในจุดที่ความตกใจเริ่มกลายเป็นความชินชา ปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่ 671,236 คน ต่ำสุดนับตั้งแต่มีสถิติเปรียบเทียบได้ตั้งแต่ปี 1899 และอัตราเจริญพันธุ์รวมลดลงเหลือ 1.14 ข่าวลักษณะนี้ในญี่ปุ่นแทบจะกลายเป็นพิธีกรรมประจำปี ตัวเลขต่ำสุดถูกทำลายด้วยตัวเลขต่ำสุดครั้งใหม่ รัฐประกาศมาตรการ สังคมถอนหายใจ แล้วปีถัดไปตัวเลขก็กลับมาเคาะประตูอีกครั้ง
สิงคโปร์ทำให้เรื่องนี้เจ็บกว่าเดิม เพราะนี่คือรัฐที่บริหารจัดการเก่ง วางระบบเก่ง และใช้นโยบายสนับสนุนการมีลูกมายาวนาน ปี 2568 อัตราเจริญพันธุ์รวมอยู่ที่ 0.87 ลดลงจาก 0.97 ในปีก่อนหน้า ประเทศที่เก่งเรื่องการออกแบบอนาคตยังเจอขีดจำกัดของการออกแบบชีวิตส่วนตัว เมื่อคนจำนวนหนึ่งมองอนาคตของตัวเองแล้วไม่แน่ใจว่าการมีลูกคือทางเลือกที่ชีวิตจะรับไหว
เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์บอกเราอย่างไม่อ้อมค้อมว่า นโยบายช่วยได้ แต่ความมั่นใจของคนทั้งรุ่นไม่ได้เกิดจากมาตรการเดี่ยว ๆ หากบ้านยังแพง งานยังไม่ยืดหยุ่น การศึกษายังแข่งขันจนบีบคั้น และสังคมยังผลักให้การเป็นพ่อแม่เป็นภาระส่วนตัวมากกว่าความรับผิดชอบร่วม เงินอุดหนุนจะเป็นเพียงเบาะบาง ๆ วางอยู่บนพื้นแข็ง
บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คนไม่อยากมีอนาคต แต่อยู่ที่อนาคตที่สังคมเสนอให้ดูไม่น่าไว้ใจพอ
รัฐไทยยังอ่านประชากรเหมือนอ่านรายงานการผลิต เมื่อแรงงานขาด ก็อยากเพิ่มแรงงาน เมื่อเด็กเกิดน้อย ก็อยากเพิ่มเด็ก วิธีคิดแบบนี้สะดวกสำหรับระบบราชการ เพราะมันเปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นจำนวน เปลี่ยนเด็กให้เป็นกำลังแรงงานในอนาคต เปลี่ยนผู้หญิงให้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาโครงสร้าง และเปลี่ยนครอบครัวให้เป็นหน่วยรองรับความล้มเหลวของรัฐ
คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่แค่ “จะทำให้คนมีลูกอย่างไร” แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า ทำไมชีวิตที่มีอยู่แล้วจึงไม่มั่นคงพอจะสร้างอีกชีวิตหนึ่ง
ถ้าประเทศอยากให้คนมีลูกมากขึ้น จุดเริ่มต้นไม่ควรเป็นแคมเปญชวนรักครอบครัว ไม่ใช่ถ้อยคำโรแมนติกเรื่องชาติ ไม่ใช่การตำหนิคนโสด หรือเงินอุดหนุนก้อนเล็กที่ไม่แตะต้นทุนจริงของเมือง จุดเริ่มต้นต้องอยู่ที่การทำให้ชีวิตของคนที่มีอยู่แล้วปลอดภัยขึ้น บ้านต้องไม่เป็นกับดักระยะยาว ระบบดูแลเด็กต้องมีคุณภาพและเข้าถึงได้ งานต้องไม่ลงโทษคนมีครอบครัว โรงเรียนต้องไม่ผลักต้นทุนไปให้ค่าเรียนพิเศษ และผู้ชายต้องไม่ถูกปล่อยให้เป็นเพียง “ผู้ช่วย” ในงานดูแลที่สังคมยกให้ผู้หญิงเป็นเจ้าของโดยปริยาย
ในเวลาเดียวกัน รัฐต้องยอมรับความจริงที่เย็นกว่านั้น การดึงอัตราเกิดกลับไปใกล้ระดับทดแทนอาจไม่เกิดขึ้นเร็ว หรืออาจไม่เกิดขึ้นในกรอบเวลาที่นักการเมืองอยากเห็น คำถามของวันนี้จึงต้องขยับจากการเร่งให้คนมีลูก ไปสู่การออกแบบประเทศที่มีเด็กน้อยลงโดยไม่ปล่อยให้สังคมพัง
เศรษฐกิจไทยต้องเลิกฝากอนาคตไว้กับแรงงานจำนวนมากและค่าแรงต่ำ ต้องเปลี่ยนจากการนับหัวคนไปสู่การเพิ่มผลิตภาพของคนที่เหลืออยู่ ทำให้แรงงานมีทักษะสูงขึ้น มีอำนาจต่อรองมากขึ้น และใช้เทคโนโลยีลดงานซ้ำซ้อนแทนการรีดแรงงานมนุษย์ให้หนักกว่าเดิม เมื่อฐานภาษีจากแรงงานวัยทำงานแคบลง รัฐก็ต้องกล้าพูดเรื่องภาษีทรัพย์สิน มรดก ที่ดิน และทุนขนาดใหญ่ให้จริงกว่าที่ผ่านมา เพราะสังคมสูงวัยไม่สามารถเลี้ยงด้วยการบีบคนทำงานกลุ่มเดิมไปเรื่อย ๆ
กรุงเทพฯ ในปี 2568 กำลังบอกเราว่า การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองนี้กลายเป็นสิทธิของคนที่มีทุนพอจะรับความเสี่ยง มากกว่าทางเลือกปกติของคนทั่วไป ส่วนประเทศไทยในวันนี้กำลังเดินเข้าสู่อนาคตที่ไม่สามารถใช้จำนวนคนจำนวนมากเป็นเบาะรองรับความล้มเหลวของระบบได้อีกแล้ว
คืนหนึ่งหลังเลิกงาน คนคนหนึ่งอาจยืนอยู่หน้าร้านขายของเด็กในห้าง มองรถเข็นเด็กที่พับเก็บได้ง่าย เบาะนุ่ม สีสุภาพ ราคาเกือบเท่าเงินเดือนครึ่งหนึ่ง เขาอาจไม่ได้เกลียดเด็ก ไม่ได้ปฏิเสธครอบครัว ไม่ได้มีอุดมการณ์ใหญ่โตอะไรในหัว เขาเพียงหยิบมือถือขึ้นมาคิดค่าเช่าห้อง งวดรถไฟฟ้า ค่าอาหารของเดือนหน้า แล้วเดินผ่านร้านนั้นไป
เมืองไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าคู่นั้นหรอก…แต่ตัวเลขปีหน้าอาจได้ยิน
แหล่งข้อมูลหลัก
Rocket Media Lab / Prachatai: รายงานประชากรกรุงเทพฯ ปี 2568 และข้อมูลรายเขต
Rocket Media Lab — กรุงเทพฯ เมืองสังคมผู้สูงอายุ: 36 เขตมีคนตายมากกว่าคนเกิด 18 เขตเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด
Prachatai — กรุงเทพฯ เมืองสังคมผู้สูงอายุ: 36 เขตมีคนตายมากกว่าคนเกิด 18 เขตเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด
กรุงเทพธุรกิจ: ข้อมูลเด็กเกิดใหม่ประเทศไทย ปี 2568 จากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง
กรุงเทพธุรกิจ — ปี 68 เด็กเกิดใหม่ต่ำสุดรอบ 75 ปี เสียชีวิตมากกว่าเกิดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5
สารประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2569: อัตราเจริญพันธุ์รวมของไทย
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล — สารประชากร ปีที่ 35 มกราคม 2569
UNFPA, State of World Population 2025: แนวคิด Reproductive Agency
UNFPA — State of World Population 2025: The Real Fertility Crisis
Reuters: อัตราเจริญพันธุ์รวมเกาหลีใต้ ปี 2568
Reuters — South Korea’s birthrate, the world’s lowest, rises again amid signs of easing demographic crisis
OECD: รายงานโครงสร้างประชากรและครอบครัวในเกาหลีใต้
OECD — Korea’s Unborn Future
Nippon.com: สถิติเด็กเกิดใหม่และอัตราเจริญพันธุ์รวมของญี่ปุ่น
Nippon.com — Baby Decline: Births in Japan Drop for the Tenth Successive Year
Singapore Department of Statistics: อัตราเจริญพันธุ์รวมของสิงคโปร์
Singapore Department of Statistics — Latest News & Data: Births and Fertility
