SINGLE, NOT SILENT
เราไม่ใช่ผู้เห็นแก่ตัว เราแค่ไม่อยากเป็นพลเมืองที่ถูกลืม
เงินเดือน 80,000 บาทต่อเดือน ไม่ได้ทำให้ชีวิตลอยเหนือระบบเศรษฐกิจ มันเพียงพอให้ยืนได้อย่างมั่นคงพอสมควร แต่ยังต้องคำนวณค่าใช้จ่ายทุกเดือนเหมือนคนทำงานทั่วไป ภาษีเงินได้ ประกันสังคม VAT ทุกการใช้จ่ายตั้งแต่กาแฟแก้วแรกของวันไปจนถึงค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย เราไม่ได้เป็นกลุ่มทุน ไม่ได้มีทรัพย์สินสร้างรายได้ และไม่ได้อยู่ในจุดที่รัฐมองว่า “ต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ” เราอยู่ตรงกลางของระบบ แบกภาระมาก แต่แทบไม่มีพื้นที่เสียง
ความรู้สึกว่า “มันไม่แฟร์” จึงไม่ใช่อารมณ์งอแงของคนสบาย แต่เป็นสัญญาณของความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างที่กำลังสะสมอยู่เงียบ ๆ
ข้อมูลจากหน่วยงานด้านประชากรสะท้อนตรงกันว่า สัดส่วนคนโสดในสังคมไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวัยทำงานและในเขตเมือง ขนาดครัวเรือนเล็กลง ครัวเรือนที่อยู่อาศัยเพียงคนเดียวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โครงสร้างชีวิตกำลังเคลื่อนออกจากโมเดลครอบครัวแบบดั้งเดิมไปสู่สังคมของปัจเจกมากขึ้น แม้จังหวะการเปลี่ยนแปลงจะไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ แต่ทิศทางโดยรวมค่อนข้างชัดเจน
ปัญหาคือ โครงสร้างนโยบายยังคงยึด “ครอบครัว” เป็นหน่วยหลักในการออกแบบสวัสดิการ ระบบภาษีให้สิทธิลดหย่อนกับคู่สมรสและบุตร สวัสดิการจำนวนมากผูกกับสถานะการมีครอบครัว ตั้งแต่เงินอุดหนุนเด็ก สิทธิการลาคลอด ไปจนถึงมาตรการส่งเสริมการมีบุตร ขณะที่คนโสดซึ่งอยู่ในระบบภาษีเดียวกันกลับไม่ได้มีสิทธิประโยชน์เชิงโครงสร้างในลักษณะเดียวกันอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้เขียนเติบโตมาในบ้านครอบครัวใหญ่ พี่น้องแต่งงาน มีลูก มีภาระของตัวเองครบถ้วน ขณะที่ผู้เขียนเลือกใช้ชีวิตโสด ไม่ใช่เพราะไม่รักครอบครัว แต่เพราะประเมินชีวิตของตัวเองในบริบทเศรษฐกิจและความรับผิดชอบอย่างตรงไปตรงมา สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดคือ ในวันที่ยังอยู่บ้านเดียวกัน ภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากกลับตกมาที่ผู้เขียนมากกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นค่าสาธารณูปโภค ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายจิปาถะในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุผลเรียบง่ายที่ได้ยินซ้ำ ๆ จากพ่อแม่ว่า “ก็เราไม่มีครอบครัว”
ประโยคนี้ไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่มันสะท้อนสมมติฐานทางวัฒนธรรมบางอย่างอย่างเงียบ ๆ ว่าคนโสดมีต้นทุนชีวิตต่ำกว่า มีภาระความรับผิดชอบน้อยกว่า และสามารถแบกรับได้มากกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริง คนโสดต้องรับความเสี่ยงของชีวิตเพียงลำพัง ไม่มีการแบ่งภาระในครัวเรือน ไม่มีระบบพยุงทางความสัมพันธ์หรือการเงินในระยะยาว สิ่งที่ถูกมองว่าเป็นความยืดหยุ่น จึงค่อย ๆ กลายเป็นภาระสะสม
เมื่อมองย้อนกลับไป ผู้เขียนเริ่มเห็นว่าตรรกะแบบเดียวกันนี้ทำงานอยู่ในระดับนโยบายเช่นกัน คนโสดมักถูกมองว่า “ยังรับไหว” จึงไม่จำเป็นต้องถูกออกแบบให้เป็นกลุ่มเป้าหมายเชิงนโยบายอย่างจริงจัง
สังคมมักปิดบทสนทนาเรื่องนี้ด้วยกรอบศีลธรรม เช่น “คุณยังดีกว่าคนจน” หรือ “คนมีรายได้ควรเสียสละ” ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผลในเชิงความรู้สึก แต่กลับทำให้คำถามเชิงโครงสร้างถูกผลักออกจากพื้นที่สนทนา ทั้งที่ประเด็นสำคัญไม่ใช่ใครควรเสียสละมากกว่า แต่คือระบบกำลังจัดสรรภาระและความคุ้มครองอย่างสมดุลหรือไม่
ความเข้าใจผิดอีกประการคือการเหมารวมว่าคนโสดมีต้นทุนชีวิตต่ำ ทั้งที่ในเชิงโครงสร้าง คนโสดต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย สุขภาพ และเงินสำรองในยามไม่แน่นอนด้วยตัวเองทั้งหมด โดยไม่มีการเฉลี่ยความเสี่ยงผ่านครอบครัว ระบบกลับสมมติอย่างเงียบ ๆ ว่าคนโสดสามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการออกแบบกลไกคุ้มครองเพิ่มเติม
ในระดับสากล รายงานล่าสุดของ OECD ยังชี้ให้เห็นว่าระบบภาษีในหลายประเทศออกแบบภาระและสิทธิประโยชน์แตกต่างกันตามรูปแบบครัวเรือน โดยแรงงานโสดมักไม่ได้รับเครดิตหรือการผ่อนผันในระดับเดียวกับครอบครัวที่มีผู้พึ่งพิง แม้ตัวเลขจะแตกต่างกันในแต่ละประเทศ แต่แนวโน้มเชิงโครงสร้างค่อนข้างสอดคล้องกัน
การตั้งคำถามต่อโครงสร้างนี้ไม่ใช่การต่อต้านรัฐ แต่คือการขอพื้นที่คิดอย่างมีเหตุผลในสังคมที่รูปแบบชีวิตกำลังเปลี่ยน การไม่เงียบไม่ใช่การด่า แต่คือการไม่ยอมปล่อยให้ความไม่สมดุลกลายเป็นเรื่องปกติผ่านความเคยชิน
หากคนโสดกำลังกลายเป็นกลุ่มประชากรที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีตัวตนเชิงนโยบายอย่างชัดเจน ไม่มีพื้นที่ในบทสนทนาสาธารณะ ความเชื่อมั่นต่อระบบจะค่อย ๆ กร่อนลงอย่างเงียบ ๆ และเมื่อฐานภาษีเริ่มรู้สึกว่าตนเองไม่ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของอนาคต คำถามเรื่องความยั่งยืนจะไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ แต่คือเรื่องความไว้วางใจระหว่างรัฐกับพลเมือง
บทความชิ้นนี้ไม่ได้ต้องการคำตอบสำเร็จรูป และไม่ได้เสนอสูตรนโยบาย แต่ต้องการเปิดพื้นที่ให้สังคมเริ่มมองเห็นคนโสดในฐานะพลเมืองเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงผู้จ่ายที่ไร้ตัวตน และชวนให้เรากลับมาถามกันอย่างจริงจังว่า ความยุติธรรมในสังคมที่โครงสร้างชีวิตเปลี่ยนไปแล้วควรมีหน้าตาแบบไหน และเราจะออกแบบอนาคตที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังได้จริงหรือไม่
ถ้าเสียงนี้ยังไม่ดังพอ เราคงต้องช่วยกันทำให้มันดังขึ้น ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องสิทธิพิเศษ แต่เพื่อยืนยันว่าการถูกนับในฐานะมนุษย์และพลเมือง ไม่ควรขึ้นอยู่กับสถานะการแต่งงานหรือจำนวนบุตร
แหล่งอ้างอิง
สำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) — 2566
รายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน และโครงสร้างประชากร
ข้อมูลแนวโน้มขนาดครัวเรือนที่เล็กลง การเพิ่มขึ้นของครัวเรือนคนเดียว และสัดส่วนประชากรโสดในวัยทำงาน
Thai PBS Policy Watch — 2566
บทวิเคราะห์ “คนไทย 1 ใน 5 เป็นโสด” และผลกระทบต่อโครงสร้างสังคมเมือง
การสรุปข้อมูลจากแหล่งสถิติภาครัฐและการตีความเชิงนโยบาย
Bangkok Biz News — 2566–2567
บทความวิเคราะห์สังคมคนโสด การแต่งงานที่ช้าลง และต้นทุนชีวิตเมือง
สะท้อนบริบทเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนทำงานรุ่นใหม่
(เป็นชุดบทความต่อเนื่องหลายชิ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ใช่รายงานเล่มเดียว)
UNFPA Thailand — 2015
State of Thailand Population Report
รายงานภาพรวมโครงสร้างประชากร การเปลี่ยนแปลงครัวเรือน และแนวโน้มสังคมสูงวัย
(ยังเป็น baseline reference ที่หน่วยงานรัฐใช้ซ้ำในเชิงโครงสร้าง)
กรมสรรพากร — 2567–2568 (ข้อมูลใช้งานปัจจุบัน)
ข้อมูลสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
รายละเอียดค่าลดหย่อนคู่สมรส บุตร และโครงสร้างฐานภาษีตามเกณฑ์ล่าสุด
สำนักงานประกันสังคม — 2567–2568 (ข้อมูลใช้งานปัจจุบัน)
ข้อมูลสิทธิประโยชน์ด้านครอบครัว
เงินสงเคราะห์บุตร เงินเหมาจ่ายค่าคลอด และสิทธิการลาที่เกี่ยวข้องกับการมีบุตร
Thailand Policy Lab (UNDP x สภาพัฒน์) — 2023
บทวิเคราะห์นโยบายประชากรและข้อจำกัดของมาตรการกระตุ้นการมีบุตร
สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของนโยบายประชากรไทย
OECD — 2025
Taxing Wages 2025: Decomposition of Personal Income Taxes and the Role of Tax Reliefs
รายงานล่าสุดว่าด้วยโครงสร้างภาษีแรงงานในประเทศสมาชิก OECD
ใช้ข้อมูลปีภาษี 2024 เพื่อเปรียบเทียบภาระภาษีตามรูปแบบครัวเรือน
Channel News Asia — 2022–2023
กรณีศึกษานโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับคนโสดในสิงคโปร์
สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางนโยบายในประเทศที่เริ่มยอมรับครัวเรือนเดี่ยวเป็นกลุ่มเป้าหมาย
