Selling Hope, Not Solutions
“เติมรายได้ให้คนไทยพ้นเส้นความยากจน 36,000 บาทต่อปี” ประโยคเดียวครบทั้ง pain point ทางสังคม คำสัญญาทางศีลธรรม และคำตอบที่ดูเรียบง่ายเหมือนสูตรคณิตศาสตร์ ฟังแล้วรู้สึกว่ามีคนคิดมาแล้ว มีระบบ มีเหตุผล แต่พอเอามาแปลงเป็นชีวิตจริง สามหมื่นหกพันบาทต่อปีคือเดือนละสามพันบาท หรือวันละประมาณหนึ่งร้อยบาท และตรงนี้เองที่ภาพโฆษณาเริ่มแตกร้าว
หนึ่งร้อยบาทต่อวันอาจทำให้ไม่อดข้าวในบางพื้นที่ แต่แทบไม่แตะต้นทุนการมีชีวิตของมนุษย์ในสังคมเมือง ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าเสียโอกาสจากการหยุดงานเพราะป่วย สิ่งเหล่านี้ไม่เคยถูกบรรจุอยู่ในนิยาม “เส้นความยากจน” ที่รัฐใช้คำนวณ เส้นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อวัดขั้นต่ำทางชีวภาพ ไม่ใช่เพื่อวัดศักดิ์ศรีหรือความมั่นคงของชีวิต
ผมเห็นนโยบายนี้ครั้งแรก ไม่ได้รู้สึกเหมือนเห็นแผนแก้ปัญหา แต่รู้สึกเหมือนเห็นโฆษณา โฆษณาที่ใช้ตัวเลขเป็นฉากหน้า ใช้คำว่า “จน” เป็นอารมณ์ร่วม และใช้ความหวังเป็นสินค้า
แต่จากข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า เส้นความยากจนของไทยในช่วงปี 2566–2567 อยู่ราว 2,800–3,100 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ World Bank ใช้เส้น extreme poverty ที่ประมาณ 2.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันในค่า PPP ซึ่งต่ำมากจนหลายประเทศรายได้ปานกลางเลิกใช้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตไปแล้ว การอ้างอิงเส้นเหล่านี้ไม่ผิดทางเทคนิค แต่ปัญหาคือการนำเส้นที่ต่ำมากมาใช้เป็นฐานสัญญาทางการเมือง มันทำให้ “ความจน” ถูกทำให้เล็กลงในทางสถิติ ขณะที่ชีวิตจริงไม่ได้เล็กลงตาม
ตรงนี้คือกลไกการตลาดอย่างหนึ่ง เลือก framing ที่ทำให้คำสัญญาดูยิ่งใหญ่โดยไม่ต้องขยายทรัพยากรจริง พรรคไม่ได้โกหก แต่เลือกเล่าเฉพาะส่วนที่ทำให้ความหวังดูเข้าถึงง่าย และนี่คือหัวใจของการหาเสียงยุคใหม่ การขายอารมณ์ก่อนขายโครงสร้าง
ถัดจากเส้นที่ต่ำเกินจริง ตัวนโยบายเองยังซ่อนกับดักแรงจูงใจที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ หากรัฐเติมเงินให้รายได้รวมเท่ากับ 36,000 บาทพอดี ทุกหนึ่งบาทที่ประชาชนหารายได้เพิ่ม เงินช่วยเหลือจะถูกตัดลงหนึ่งบาททันที เท่ากับรายได้สุทธิไม่เพิ่มเลย ในทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือ effective marginal tax rate ใกล้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์สำหรับคนรายได้น้อย ระบบแบบนี้ไม่ได้สนับสนุนการขยับฐานะ แต่กลับสอนให้คนอยู่นิ่ง เพราะการพยายามไม่ให้ผลตอบแทน
ประเทศที่ออกแบบระบบสนับสนุนรายได้อย่างจริงจัง เช่น โครงการ Earned Income Tax Credit ของสหรัฐ จะค่อย ๆ ลดการอุดหนุนตามระดับรายได้ เพื่อให้ช่วงแรกของการทำงาน รายได้สุทธิยังเพิ่มจริง สร้างแรงจูงใจให้คนไต่ระดับ ไม่ใช่ตัดสิทธิแบบเส้นตรงเหมือนการตัดงบประมาณในตาราง Excel แต่สิ่งที่นโยบายหาเสียงมักหลีกเลี่ยงมากที่สุด ไม่ใช่รายละเอียดเชิงเทคนิค หากคือการแตะต้นตอของปัญหา ความจนในไทยไม่ได้เกิดจากคนขาดเงินไม่กี่พันบาทต่อปี แต่มาจากตลาดแรงงานที่ไม่มั่นคง แรงงานนอกระบบกว่าครึ่งไม่มีสวัสดิการ ค่าแรงขั้นต่ำไม่สัมพันธ์กับค่าครองชีพจริง หนี้ครัวเรือนสูงเกินเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของ GDP และการกระจายโอกาสเชิงพื้นที่ที่ยังรวมศูนย์
การเติมเงินไม่เคยไปแตะค่าแรง ไม่แตะคุณภาพงาน ไม่แตะโครงสร้างหนี้ ไม่แตะต้นทุนชีวิต ไม่แตะการกระจายอำนาจ มันแก้ปลายเหตุ แต่ปล่อยเครื่องจักรผลิตความจนทำงานต่อเหมือนเดิม
สิ่งที่น่าสังเกตคือ วิธีวัดความสำเร็จของนโยบายถูกผูกกับ “จำนวนคนพ้นเส้น” ไม่ใช่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อ KPI ถูกตั้งแบบนี้ ระบบจะผลิตนโยบายที่เก่งในการขยับตัวเลข มากกว่าเก่งในการขยับชีวิต นี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Goodhart’s Law เมื่อมาตรวัดกลายเป็นเป้าหมาย มาตรวัดนั้นจะสูญเสียความหมาย
ตัวเลขจึงกลายเป็นพระเอกของแคมเปญ ขณะที่ชีวิตจริงกลายเป็นฉากหลัง
ในเชิงการเมือง นโยบายแบบนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษคือสื่อสารง่าย ทำกราฟิกได้ ทำป้ายหาเสียงได้ ทำคลิปสั้นได้ และสร้าง narrative ความสำเร็จได้เร็ว มันปลอดภัยทางการเมือง เพราะไม่ต้องชนทุน ไม่ต้องแตะโครงสร้าง ไม่ต้องปฏิรูปเชิงลึก เป็นนโยบายที่ “ดูดี” มากกว่า “เปลี่ยนจริง” และที่น่ากังวลที่สุดคือ คนจนถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง มากกว่าเป็นผู้มีอำนาจต่อรองในนโยบาย คนจนในแคมเปญคือภาพ คือจำนวน คือเรื่องเล่า แต่ไม่ใช่ผู้ร่วมออกแบบระบบ ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทาง และไม่ใช่เจ้าของเสียงที่แท้จริงในกระบวนการนโยบาย
การรู้ทันนโยบายหาเสียงจึงไม่ใช่การปฏิเสธความหวัง แต่คือการถามให้ลึกกว่าโฆษณา ว่านโยบายนี้เปลี่ยนโครงสร้างอะไร เปลี่ยนแรงจูงใจอย่างไร เปลี่ยนชีวิตระยะยาวจริงหรือแค่เปลี่ยนวิธีนับ
บางทีคำถามสำคัญไม่ใช่ว่า พรรคไหนสัญญาได้สวยกว่า แต่คือเรากล้ายอมรับไหมว่า ความจนไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยสโลแกน และถ้าเราไม่ฝึกอ่านการเมืองให้ทะลุกลไกการตลาด เราอาจกำลังเลือกอนาคตด้วยตรรกะเดียวกับการเลือกซื้อสินค้าโดยไม่รู้ตัว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานเส้นความยากจนประเทศไทย ปี 2566–2567
World Bank – International Poverty Line ($2.15 PPP/day) และ Thailand Poverty Overview
OECD – Poverty Traps, Effective Marginal Tax Rate, In-Work Benefits
U.S. Internal Revenue Service – Earned Income Tax Credit (EITC) Policy Design
ธนาคารแห่งประเทศไทย – ข้อมูลหนี้ครัวเรือนและแรงงานนอกระบบ
