When Power Stops Respecting the Rules

วันที่ทรัมป์พูดว่าต้องการ “ซื้อกรีนแลนด์” หลายคนหัวเราะ เหมือนฟังมุกเพี้ยนของนักการเมืองแก่ ๆ คนหนึ่ง แต่สิ่งที่ควรทำให้เราขนลุกไม่ใช่ความเพี้ยนของเขา หากคือความจริงที่ว่าผู้นำประเทศมหาอำนาจสามารถพูดถึงดินแดนของคนอื่นราวกับเป็นทรัพย์สินได้อย่างไม่รู้สึกผิด และโลกทั้งใบก็ยังถกเถียงกันแค่ว่า “ดีลนี้จะเวิร์กไหม” มากกว่าจะถามว่า “ใครมีสิทธิ์ตัดสินอนาคตของพื้นที่นั้นกันแน่”

ถ้าโลกยังคิดกับอำนาจแบบนี้ กรีนแลนด์ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่มันคือซ้อมใหญ่ของโลกที่กำลังกลับไปสู่ยุคที่ทุกพื้นที่ ทุกทรัพยากร และทุกชีวิต ถูกตีราคาและต่อรองได้อีกครั้ง

ถ้าเรายังเชื่อว่าประชาธิปไตยจะพังได้ก็ต่อเมื่อมีรถถังออกมาบนถนน แสดงว่าเรายังประเมินอำนาจต่ำไปมากในโลกจริง ประชาธิปไตยมักตายอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้ถูกฆ่าในคืนเดียว แต่ค่อย ๆ ถูกบั่นทอนจากข้างใน โดยผู้นำที่ประชาชนเลือกเข้ามาเอง

โดนัลด์ ทรัมป์ คือกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดของปรากฏการณ์นี้ เขาไม่ได้ขึ้นสู่อำนาจด้วยรัฐประหาร ไม่ได้ฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ปิดสภา แต่ใช้ “กติกาเดิม” เป็นบันได แล้วค่อย ๆ ผลักเส้นแดงของระบบออกไปทีละนิด อันตรายของทรัมป์ไม่ใช่ความหุนหันหรือบุคลิกก้าวร้าว แต่อยู่ที่ความสามารถในการทำให้สิ่งผิดปกติกลายเป็นเรื่องชิน

เมื่อทรัมป์เรียกสื่อกระแสหลักว่า fake news ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ได้เกิดแค่ความไม่พอใจต่อข่าวบางชิ้น แต่ค่อย ๆ ทำให้ผู้สนับสนุนจำนวนมากเลิกเชื่อ “ทั้งระบบข้อมูล” ข่าวที่ขัดกับความเชื่อของตัวเองไม่ต้องพิสูจน์ว่าผิด แค่ถูกตีตราว่าโกหกก็พอ ความจริงจึงกลายเป็นเรื่องเลือกข้างมากกว่าเรื่องตรวจสอบ ทรัมป์โจมตีผู้พิพากษาเป็นรายคน เรียกว่าผู้พิพากษาของฝั่งนั้นฝั่งนี้ ศาลก็ถูกลากลงมาอยู่ในสนามการเมืองโดยปริยาย คำตัดสินไม่ถูกมองว่าเป็นกฎหมายอีกต่อไป แต่ถูกตีความเหมือนเกมแพ้ชนะทางอำนาจ ความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรมจึงเริ่มสึกกร่อน

แล้วเมื่อทรัมป์แพ้การเลือกตั้งแต่ยังยืนยันว่าระบบโกง แม้ไม่มีหลักฐานและศาลปฏิเสธข้อกล่าวหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเสียหายก็เกิดขึ้นแล้ว เพราะประชาชนจำนวนหนึ่งเลิกเชื่อว่าการเลือกตั้งสามารถสะท้อนเจตจำนงของสังคมได้จริง นี่คือจุดที่ประชาธิปไตยเริ่มสูญเสียฐานความชอบธรรมจากภายใน ไม่ใช่จากปืนหรือรถถัง แต่จากความไม่เชื่อในกติกาเดียวกัน

ประชาธิปไตยไม่ได้พังเพราะใครคนหนึ่งยึดอำนาจ มันพังเพราะคนทั้งสังคมค่อย ๆ เลิกเชื่อในกติกาเดียวกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับฝ่ายตุลาการเป็นสัญญาณเตือนตั้งแต่ต้น กรณีคำสั่งห้ามคนเข้าเมืองชาวมุสลิมในปี 2017 เมื่อศาลสั่งระงับ ทรัมป์ตอบโต้ทันทีด้วยการโจมตีผู้พิพากษาต่อหน้าสาธารณะ เรียกว่าเป็น “ผู้พิพากษาจอมปลอม” และกล่าวหาว่าศาลทำให้ประเทศไม่ปลอดภัย นี่ไม่ใช่แค่การระบายอารมณ์ แต่มันคือการส่งสารทางการเมืองว่า ถ้าศาลขัดผู้นำ ศาลอาจไม่ชอบธรรม

หลังจากนั้นเรายังเห็นการอภัยโทษช่วยพวกพ้อง การกดดันกระบวนการยุติธรรม และการตั้งคำถามต่อศาลสูงเมื่อคำตัดสินไม่เป็นใจ การทำลายศาลไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง แค่ทำให้ประชาชน “ไม่เชื่อ” ศาล ระบบก็อ่อนแรงลงเอง

อีกแกนหนึ่งที่สะท้อนความเป็นอำนาจนิยมคือการใช้อำนาจฉุกเฉินเพื่อเลี่ยงรัฐสภา ปี 2019 ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อดึงงบไปสร้างกำแพงชายแดน ทั้งที่สภาไม่อนุมัติ แม้สภาจะลงมติยกเลิก เขาก็ใช้วีโต้เดินหน้าต่อ นี่คือการประกาศอย่างไม่เป็นทางการว่า หากกลไกตรวจสอบขวางทาง อำนาจฝ่ายบริหารสามารถข้ามมันได้

ปัญหาจริงไม่ใช่แค่กำแพงเม็กซิโก แต่คือบรรทัดฐานใหม่ที่ผู้นำคนต่อไปสามารถใช้ซ้ำได้ง่ายขึ้น ถ้าระบบไม่รีบอุดช่องโหว่

บนเวทีโลก ทรัมป์ปฏิบัติต่อพันธมิตรเหมือนคู่ต่อรองมากกว่าความสัมพันธ์เชิงคุณค่า กรณียูเครนที่ระงับความช่วยเหลือทางทหารเพื่อกดดันให้เปิดการสอบสวนคู่แข่งทางการเมือง ทำให้เขาถูกถอดถอนในสภาผู้แทน แม้จะรอดในวุฒิสภา แต่ภาพที่โลกเห็นคือรัฐถูกใช้เป็นเครื่องมือส่วนตัวอย่างไม่อาย พร้อมกันนั้น เขาข่มขู่ถอนตัวจาก NATO วิจารณ์พันธมิตรยุโรปอย่างเปิดเผย แต่กลับชื่นชมผู้นำเผด็จการอย่างปูตินและคิมจองอึน บทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะผู้ค้ำจุนระเบียบโลกเสรีเริ่มสั่นคลอนอย่างจริงจัง

ถ้าพฤติกรรมต่อพันธมิตรสะท้อนความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของทรัมป์ กรณีเวเนซุเอลาและกรีนแลนด์กลับเผยให้เห็นสิ่งที่ลึกกว่า นั่นคือกรอบความคิดแบบอำนาจนิยมที่มองโลกเป็นพื้นที่ต่อรอง มากกว่าพื้นที่ของมนุษย์

ในเวเนซุเอลา รัฐบาลทรัมป์สนับสนุนการเปลี่ยนรัฐบาลอย่างเปิดเผย รับรองผู้นำฝ่ายค้านเป็นประธานาธิบดีแทนผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และส่งสัญญาณว่า “ทางเลือกทางทหารยังอยู่บนโต๊ะ” แม้จะอ้างว่าเป็นการช่วยประชาชนให้หลุดพ้นจากเผด็จการ แต่เครื่องมือที่ใช้คือการบีบคั้นจากภายนอก ไม่ใช่การเสริมพลังประชาชนจากภายใน นี่คือการใช้ตรรกะอำนาจเหนือกระบวนการประชาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมา

ขณะเดียวกัน กรณีกรีนแลนด์ยิ่งเผยความคิดแบบจักรวรรดินิยมอย่างไม่ปิดบัง เมื่อทรัมป์เสนอ “ซื้อ” ดินแดนที่มีประชาชน มีอัตลักษณ์ และมีสถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศชัดเจนราวกับเป็นอสังหาริมทรัพย์ชิ้นหนึ่ง และเมื่อเดนมาร์กปฏิเสธ เขาตอบโต้ด้วยการยกเลิกการเยือนประเทศพันธมิตร การกระทำเช่นนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความเอาแต่ใจ แต่สะท้อนกรอบความคิดที่มองอำนาจเป็นสิทธิ์ครอบครอง มากกว่าความรับผิดชอบต่อระบบโลก

เวเนซุเอลาแสดงให้เห็นการใช้อำนาจแข็งเพื่อจัดรูปการเมืองของประเทศอื่น กรีนแลนด์แสดงให้เห็นความกล้าคิดจะครอบครองดินแดนคนอื่นอย่างไม่เกรงใจ ทั้งสองกรณีไม่ได้เป็นเรื่องหลุดโลกส่วนตัวของผู้นำ แต่เป็นสัญญาณของแนวคิดแบบเดียวกับที่เขาปฏิบัติต่อศาล สื่อ และกลไกถ่วงดุลภายในประเทศ นั่นคือเมื่ออำนาจอยู่ในมือ กติกาย่อมเป็นสิ่งต่อรองได้เสมอ

แต่ถ้าเรามองกรณีกรีนแลนด์ให้ลึกกว่าระดับข่าว จะเห็นว่านี่ไม่ใช่เพียงความทะเยอทะยานส่วนบุคคล หากคือการกลับมาของจักรวรรดินิยมในยุคโลกร้อน น้ำแข็งอาร์กติกที่ละลายไม่ใช่แค่สัญญาณวิกฤตสิ่งแวดล้อม แต่มันคือการเปิดพื้นที่ใหม่ให้ทุนและอำนาจเข้าไปยึดครอง เส้นทางเดินเรือใหม่ แร่หายาก พื้นที่ตั้งฐานทัพ และเทคโนโลยี ถูกแปลงเป็นโอกาสเชิงอำนาจในทันที ขณะที่ชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นถูกลดบทบาทเหลือเพียงผู้มีส่วนได้เสีย

นี่คือ climate colonialism ที่ไม่ต้องส่งกองทัพไปยึดเมือง แต่ปล่อยให้ภูมิอากาศทำหน้าที่เปิดประตูให้การครอบครองเกิดขึ้นอย่าง “ชอบธรรม” และเมื่อมันซ้อนทับกับโครงสร้างอำนาจแบบโลกขาวเป็นศูนย์กลาง โลกก็ยังถูกจัดลำดับชั้นอย่างไม่เป็นทางการว่าใครมีสิทธิ์จัดการ ใครต้องปรับตัว และใครควรถูกกำหนดเกม

พร้อมกันนั้น ระเบียบโลกเสรีที่เคยอ้างคุณค่า สิทธิมนุษยชน และกติกาสากล ก็กำลังถอยร่นอย่างรวดเร็ว โลกกำลังเข้าสู่ยุค post-liberal order ที่อำนาจดิบกลับมามีน้ำหนักเหนือกฎหมาย ใครคุมทรัพยากร คุมเส้นทางขนส่ง คุมเทคโนโลยี ย่อมกำหนดเกมได้โดยไม่ต้องอธิบายเชิงคุณค่าอีกต่อไป ประชาธิปไตยจึงเริ่มกลายเป็นภาษาประดับ มากกว่าหลักการกำกับพฤติกรรมจริงของรัฐมหาอำนาจ

สิ่งนี้ไม่ได้ไกลตัวสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศในอาเซียนถูกมองเป็นพื้นที่ต่อรองระหว่างมหาอำนาจมากกว่าจะเป็นพื้นที่ของการกำหนดชะตากรรมตัวเอง ใครให้ฐานทัพ ใครเปิดตลาด ใครมีแรงงานราคาถูก ใครยอมผ่อนเงื่อนไขด้านกฎหมายและสิ่งแวดล้อม ประเทศเล็กไม่ได้เป็นผู้เล่น แต่เป็นกระดาน

ทุนข้ามชาติเข้ามาพร้อมโครงการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน และคำสัญญาทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ถูกดึงออกไปพร้อมกันคือทรัพยากร แรงงานราคาถูก และอำนาจต่อรองของชุมชน เมืองกลายเป็นสินค้า ที่ดินกลายเป็นโลจิสติกส์ ชีวิตแรงงานกลายเป็นต้นทุนที่ต้องถูกกดให้ต่ำที่สุด ประเทศอย่างไทยอาจไม่ได้ถูก “ซื้อ” แบบกรีนแลนด์ แต่ถูกผูกไว้ด้วยหนี้ การลงทุน และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้การปฏิเสธอำนาจแทบเป็นไปไม่ได้

ในเวลาเดียวกัน คนรุ่นใหม่กำลังเติบโตในโลกที่อำนาจไม่ต้องแอบอีกต่อไป ผู้นำสามารถโกหกต่อหน้ากล้อง โจมตีศาล ดูหมิ่นสื่อ และบิดกติกาโดยไม่ต้องรู้สึกผิด ความไม่ยุติธรรมจึงค่อย ๆ กลายเป็นสภาพปกติใหม่ ไม่ใช่เพราะคนไม่รู้สึก แต่เพราะมันเกิดถี่เกินกว่าจะตกใจได้ทุกครั้ง

โลกแบบนี้ไม่ได้สอนให้คนเชื่อในกติกา แต่มันสอนให้คนเชื่อในอำนาจ ใครแข็งแรงกว่า ใครถือทรัพยากรมากกว่า คือผู้ชนะ ไม่ใช่ใครยุติธรรมหรือเคารพสิทธิ

ภายในประเทศ เส้นแบ่งระหว่างการรักษาความสงบกับการใช้อำนาจเกินขอบเขตเริ่มพร่าเลือน เหตุการณ์สลายการชุมนุมใกล้ทำเนียบขาวเพื่อเปิดทางให้ทรัมป์ไปถ่ายรูปถือไบเบิล กลายเป็นภาพจำของการใช้อำนาจรัฐกับประชาชนของตนเอง นักข่าวจำนวนมากถูกจับกุมและถูกใช้ความรุนแรงในช่วงการประท้วงปี 2020 ขณะเดียวกัน ผู้ตรวจการแผ่นดินและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลหลายรายถูกปลดหรือกดดันจนบทบาทถ่วงดุลอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ มันคือรูปแบบของการรวมศูนย์อำนาจที่ค่อย ๆ กินพื้นที่ของสถาบันอิสระ

องค์กรด้านประชาธิปไตยอย่าง Freedom House ชี้ว่าคะแนนเสรีภาพของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงรัฐบาลทรัมป์ นักรัฐศาสตร์จำนวนมากเริ่มเปรียบเทียบสหรัฐฯ กับประเทศที่ยังมีการเลือกตั้ง แต่การแข่งขันไม่เป็นธรรม หรือที่เรียกว่า electoral authoritarianism กล่าวง่าย ๆ คือประชาธิปไตยยังอยู่ในชื่อ แต่โครงสร้างเริ่มบิดเบี้ยว

ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่สหรัฐฯ เพราะวาทกรรม fake news ถูกผู้นำอำนาจนิยมทั่วโลกนำไปใช้เป็นเครื่องมือโจมตีสื่อ การลดคุณค่าศาลและกลไกตรวจสอบกลายเป็นสูตรสำเร็จของรัฐบาลที่ต้องการรวบอำนาจ เมื่อประเทศที่เคยเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยโลกเริ่มลังเลกับคุณค่าของตัวเอง พื้นที่ว่างทางอำนาจก็ถูกเติมเต็มโดยระบอบที่ไม่สนใจเสรีภาพ

เรื่องของทรัมป์จึงไม่ใช่เรื่องบุคลิก ไม่ใช่แค่การเมืองอเมริกัน และไม่ใช่ความขัดแย้งเชิงพรรค แต่มันคือบทเรียนว่า ประชาธิปไตยไม่ได้พังเพราะศัตรูภายนอกเสมอไป บางครั้งมันถูกบ่อนโดยคนที่ได้รับอำนาจจากประชาชนเอง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราชอบหรือเกลียดทรัมป์ แต่คือเรายอมให้พฤติกรรมแบบไหนกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมการเมืองของเรา และเรายังมีเส้นแดงอะไรที่พร้อมจะปกป้องจริง ๆ

ถ้าวันหนึ่งเรายังมีการเลือกตั้ง แต่ไม่มีศาลที่คนเชื่อถือ ไม่มีสื่อที่กล้าพูดความจริง และไม่มีพื้นที่ให้ตั้งคำถามกับอำนาจ ประชาธิปไตยอาจยังอยู่ในชื่อแต่ความหมายของมันอาจหายไปแล้ว

และถ้าวันหนึ่งทุกพื้นที่บนโลกถูกมองเป็นทรัพย์สิน ทุกทรัพยากรถูกล็อกด้วยสัญญา ทุกแรงงานถูกกดให้เป็นต้นทุน และทุกอธิปไตยถูกแปลงเป็นเงื่อนไขต่อรอง คำถามอาจไม่ใช่ว่าโลกจะกลับไปเป็นจักรวรรดินิยมอีกหรือไม่ แต่คือมนุษย์ธรรมดายังเหลือพื้นที่ให้ต่อรองชีวิตของตัวเองอีกแค่ไหน ในโลกที่ใครบางคนเริ่มเชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ์เป็นเจ้าของมันทั้งหมด


แหล่งอ้างอิง

Freedom House (2022)
Freedom in the World 2022 – United States
รายงานคะแนนเสรีภาพของสหรัฐฯ ที่สะท้อนการถดถอยของคุณภาพประชาธิปไตยในยุครัฐบาลทรัมป์

Freedom House (2021)
Global decline in democracy has accelerated
รายงานภาพรวมแนวโน้มประชาธิปไตยโลกที่ชี้ว่าการเสื่อมถอยเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2020

Washington Post (6 Feb 2018)
President Trump cries ‘fake news’ and the world follows
บทวิเคราะห์การสร้างวาทกรรม “fake news” และผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบข้อมูล

Washington Post (28 Feb 2025)
In the age of Trump, global authoritarianism continues its advance
ภาพรวมการขยายตัวของระบอบอำนาจนิยมในระดับโลกและบทบาทของทรัมป์ในฐานะตัวเร่งกระบวนการ

Al Jazeera (20 Mar 2025)
‘Lunatic’: Trump’s long history of abusing judges who oppose him
รวบรวมกรณีทรัมป์โจมตีฝ่ายตุลาการและความกังวลต่อความเป็นอิสระของศาล

The Guardian (8 Jun 2020)
‘Denigrated and discredited’: how American journalists became targets during protests
รายงานสถานการณ์การคุกคามสื่อและนักข่าวในช่วงการประท้วงใหญ่สหรัฐฯ

The Guardian (21 Oct 2025)
‘Rogue president’: US judges push back against Trump
การต่อต้านนโยบายฝ่ายบริหารโดยผู้พิพากษาและแรงตึงเครียดระหว่างฝ่ายตุลาการกับอำนาจการเมือง

Business Insider (5 Jun 2020)
Trump’s tear gas photo-op was ‘frightening’ to authoritarianism experts
มุมมองผู้เชี่ยวชาญต่อเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้าโบสถ์ใกล้ทำเนียบขาว

American Oversight (18 May 2021)
New Records Highlight Trump’s Role in Withholding Ukraine Aid
เอกสารหลักฐานกรณียูเครนและการใช้รัฐเป็นเครื่องมือทางการเมืองส่วนตัว

Brennan Center for Justice
Emergency Powers / Emergency Powers and Executive Authority
บทวิเคราะห์ช่องโหว่กฎหมายอำนาจฉุกเฉินและกรณีการใช้อำนาจเลี่ยงสภา

Miller Center, University of Virginia
Donald Trump – Foreign Affairs Record
บันทึกเชิงนโยบายด้านต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์และผลกระทบต่อระเบียบโลก

The New York Times (Aug 2019)
Trump’s Idea of Buying Greenland Draws Derision, and Then Serious Diplomatic Fallout
รายงานต้นตอแนวคิดซื้อกรีนแลนด์และแรงสั่นสะเทือนทางการทูตกับเดนมาร์ก

BBC News (Aug 2019)
Greenland is not for sale, says Danish PM after Trump interest
คำยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเดนมาร์กว่ากรีนแลนด์ไม่ใช่ทรัพย์สินซื้อขายได้

The Guardian (2019–2020)
US intervention in Venezuela: sanctions, recognition of Guaidó, and military threats
บทวิเคราะห์การแทรกแซงเวเนซุเอลาในยุครัฐบาลทรัมป์ ทั้งด้านคว่ำบาตร การรับรองผู้นำฝ่ายค้าน และแรงกดดันทางทหาร

Council on Foreign Relations (CFR)
U.S. Policy Toward Venezuela under Trump
สรุปเชิงนโยบายและผลกระทบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ต่อภูมิภาคลาตินอเมริกา

Council on Foreign Relations (CFR)
What Would Greenland’s Independence Mean for U.S. Interests?
กรอบวิเคราะห์ความสำคัญของกรีนแลนด์ต่อผลประโยชน์สหรัฐฯ ในบริบทอาร์กติก

The Arctic Institute
Great Power Competition in the Arctic
การขยายการแข่งขันของมหาอำนาจในพื้นที่อาร์กติก ทั้งด้านความมั่นคงและทรัพยากร

Reuters (Jan 2026)
Greenland rejects any US takeover, warns of NATO consequences
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกรีนแลนด์และยุโรปต่อแนวคิดการครอบครองจากสหรัฐฯ


Previous
Previous

Creators Aren’t Free — They’re Being Trained by Algorithms

Next
Next

SINGLE, NOT SILENT