Politicians Aren’t Meant to Be Budget Distributors

ภาพมันคุ้นตาเกินไป ชาวบ้านยืนล้อมนักการเมืองในงานบุญ งานศพ งานเปิดป้าย บ้างถือเอกสาร บ้างยกมือไหว้ บ้างพูดเสียงเบาว่าอยากได้ถนน อยากได้ไฟ อยากได้หมอ อยากได้งบซ่อมโรงเรียน นักการเมืองพยักหน้า รับปาก ยิ้มให้กล้อง เหมือนผู้จัดการโครงการประจำอำเภอ มากกว่าคนออกกฎหมายในรัฐสภา

แล้ววันหนึ่ง คลิปหนึ่งถูกขุดขึ้นมา เป็นคลิปที่ ธนากร พูดประโยคที่ฟังดูเหมือนน้ำเย็นสาดหน้า ว่า ส.ส. ไม่มีหน้าที่พัฒนาจังหวัด เสียงในโซเชียลแตกเป็นสองฝั่ง บ้างบอกว่าเขาพูดถูกตามกฎหมาย บ้างด่าว่าเป็นนักการเมืองไร้หัวใจ ไม่เข้าใจความเดือดร้อนประชาชน

ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครถูกใครผิด แต่อยู่ที่คำถามที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้น ว่าทำไมสังคมไทยถึงรู้สึกโกรธ เมื่อมีใครสักคนพูดความจริงเชิงโครงสร้างออกมาตรง ๆ

เพราะในความรู้สึกของคนจำนวนมาก ส.ส. คือคนที่ต้องช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างในพื้นที่ ตั้งแต่ท่อน้ำแตกไปจนถึงถนนพัง ถ้าไม่ช่วยคือไม่ทำงาน ถ้าช่วยไม่ได้คือไร้ประสิทธิภาพ ความคาดหวังนี้ฝังลึกจนกลายเป็นสามัญสำนึกทางการเมือง ทั้งที่ในทางกฎหมาย หน้าที่ของ ส.ส. คือการออกกฎหมาย ตรวจสอบฝ่ายบริหาร และกำหนดทิศทางนโยบายระดับชาติ ไม่ใช่การบริหารโครงการหรือสั่งการหน่วยงาน

ช่องว่างระหว่าง “บทบาทจริง” กับ “บทบาทที่สังคมคาดหวัง” ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจผิดเล็ก ๆ แต่มันคือผลผลิตของระบบการเมืองไทยที่เติบโตมากับวัฒนธรรมอุปถัมภ์ การรวมศูนย์อำนาจ และการเมืองแบบนายหน้า

ในประเทศที่ระบบราชการรวมศูนย์ การอนุมัติงบประมาณต้องไหลจากส่วนกลางลงพื้นที่ กระบวนการช้า ขั้นตอนซับซ้อน เจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ ประชาชนจึงเรียนรู้โดยประสบการณ์ว่า ถ้าอยากให้เรื่องเดิน ต้องมี “คนพาไป” ต้องรู้จักใครสักคนที่โทรศัพท์ถึงผู้ใหญ่ได้ ต้องมีนักการเมืองเป็นสะพาน

เส้นในบริบทนี้ไม่ใช่ความเลวร้ายเชิงศีลธรรม แต่มันคือกลไกเอาตัวรอดของคนในระบบที่ไม่เอื้อต่อความเท่าเทียม ปัญหาคือเมื่อเส้นกลายเป็นวิธีปกติ สิทธิของประชาชนก็ถูกแปลงเป็นของแลก ใครมีเส้นได้ก่อน ใครไม่มีเส้นรอไปเรื่อย ๆ ประชาธิปไตยจึงค่อย ๆ กลายเป็นระบบคิวพิเศษ มากกว่าระบบสิทธิที่ทุกคนเข้าถึงได้เท่ากัน

ตรงนี้เองที่ทำให้ ส.ส. ถูกดันให้กลายเป็น “นายหน้าอำนาจ” โดยปริยาย ไม่ใช่เพราะเขาอยากเป็น แต่เพราะโครงสร้างบังคับให้เขาเป็น คนในพื้นที่ไม่ได้มอง ส.ส. เป็นผู้แทนความคิดหรือผู้ผลักดันนโยบาย แต่เป็นคนเปิดประตูให้รัฐส่วนกลาง

ขณะเดียวกัน การกระจายอำนาจของไทยก็ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบและอำนาจจำกัด ผู้ว่าราชการจังหวัดยังเป็นข้าราชการจากส่วนกลาง นโยบายหลักยังผูกกับกระทรวง การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ไม่ได้อยู่ในมือคนพื้นที่ จังหวัดจึงไม่มี autonomy ที่แท้จริงในการออกแบบอนาคตตัวเอง

เมื่อท้องถิ่นอ่อนแรง ประชาชนก็ยิ่งต้องพึ่งคนกลาง และเมื่อพึ่งคนกลางมากขึ้น บทบาทของ ส.ส. ก็ยิ่งถูกบิดจากผู้แทนนโยบายไปเป็นผู้จัดสรรทรัพยากร

ภาพลวงตาที่อันตรายที่สุดคือการนิยามว่า นักการเมืองเก่ง คือคนที่ “ดึงงบได้เยอะ” มากกว่าคนที่ “ออกแบบระบบได้ดี” เราชื่นชมป้ายเปิดโครงการ แต่ไม่เคยถามว่ากฎหมายที่ผ่านไปหนึ่งฉบับเปลี่ยนชีวิตคนทั้งประเทศอย่างไร เราจำจำนวนถนนที่สร้าง แต่ไม่เคยจำว่ามีกฎหมายฉบับไหนลดความเหลื่อมล้ำได้จริง

แรงจูงใจทางการเมืองจึงถูกตั้งค่าให้เน้นผลลัพธ์ระยะสั้น แจกได้ วัดได้ ถ่ายรูปได้ มากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างที่ต้องใช้เวลา ต้องชนความขัดแย้ง และอาจไม่เห็นผลทันที

เมื่อคลิปของธนากรถูกขุดขึ้นมา สิ่งที่สังคมโกรธอาจไม่ใช่เนื้อหาประโยค แต่อาจเป็นการที่มีใครสักคนพูดความจริงที่เราไม่อยากยอมรับ ว่าเราเองก็มีส่วนสร้างระบบนี้ เราเลือกนักการเมืองจากความสามารถในการ “ช่วยเราได้เร็ว” มากกว่าความสามารถในการ “เปลี่ยนประเทศได้จริง”

ถ้าเรายังอยากได้ ส.ส. ที่รับโทรศัพท์ตลอดเวลา วิ่งเต้นเก่ง และเปิดป้ายถี่ เราก็ต้องยอมอยู่กับระบบที่เส้นใหญ่สำคัญกว่าสิทธิ และความเหลื่อมล้ำถูกทำให้ดูเป็นเรื่องปกติ

แต่ถ้าเราอยากได้ ส.ส. ที่กล้าออกแบบอนาคต กล้าชนโครงสร้าง กล้าทำงานที่ไม่หวือหวาแต่ยั่งยืน เราต้องยอมรับความช้า ความไม่สะดวก และความไม่สบายใจของการเปลี่ยนผ่าน

ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบบบริการลูกค้า และนักการเมืองไม่ควรถูกบังคับให้เป็นผู้จัดการโครงการแทนรัฐที่ล้มเหลวในการกระจายอำนาจ

คำถามจึงไม่ใช่ว่า ธนากรพูดถูกหรือพูดแรงเกินไป แต่คือ เราพร้อมหรือยังที่จะเลิกใช้ ส.ส. ผิดบทบาท และกล้าถามตัวเองตรง ๆ ว่า เราอยากได้ผู้แทนความคิด หรือผู้จัดการผลประโยชน์กันแน่ และถ้าวันหนึ่งเราเลือกอย่างหลังต่อไป อย่าแปลกใจเลยว่าทำไมประเทศถึงไม่เคยหลุดพ้นจากวงจรเดิม

ถ้าคำถามนี้ยังทำให้รู้สึกอึดอัด แปลว่ามันยังมีพื้นที่ให้คิดต่อ และบางที การเมืองที่โตขึ้น อาจเริ่มจากการที่เราเลิกคาดหวังสิ่งผิดที่จากคนผิดบทบาท แล้วหันกลับมาถามตัวเองว่า เรากำลังสร้างระบบแบบไหนให้รุ่นถัดไปใช้ชีวิตอยู่จริง ๆ


Reference

  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 หมวดรัฐสภา ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร

  • พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542

  • World Bank, Fiscal Decentralization and Local Governance in Thailand

  • งานวิจัยด้าน Patronage Politics และ Clientelism ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เช่น Allen Hicken, Erik Martinez Kuhonta)


Next
Next

Does Bael Juice Really Affect Fertility?