No Sex, More Weight? Separating Health Facts from Clickbait
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข่าวสุขภาพจำนวนมากเริ่มใช้สูตรเดียวกัน คือหยิบคำว่า “สมอง” “ฮอร์โมน” “โดพามีน” “ความสุข” มาเรียงต่อกัน แล้วผูกเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้อ่านให้ดูเหมือนเป็นเรื่องใกล้ตัวและน่ากลัว หนึ่งในสูตรที่กำลังถูกแชร์ซ้ำคือ “ขาดเซ็กซ์ทำให้อ้วน เพราะสมองขาดความสุข เลยหันไปกินแทน” พาดหัวแบบนี้ฟังดูเหมือนมีงานวิจัยรองรับ มีศัพท์วิทยาศาสตร์ มีความเป็นมืออาชีพ แต่คำถามสำคัญคือ มันจริงแค่ไหน และมันกำลังเล่าอะไรให้เราเชื่อโดยไม่รู้ตัว
เมื่อย้อนกลับไปตรวจสอบงานวิจัยในฐานข้อมูลหลักอย่าง PubMed และ Google Scholar รวมถึงวารสารด้านโภชนาการ จิตวิทยา และสาธารณสุข จนถึงช่วงปี 2568–2569 สิ่งที่พบตรงกันคือ ยังไม่มีงานวิจัยใดที่ยืนยันเชิงสาเหตุว่า “การไม่มีเพศสัมพันธ์โดยตรงทำให้น้ำหนักเพิ่ม” ไม่มีการพิสูจน์เส้นทางแบบ “ไม่มีเซ็กซ์ → ฮอร์โมนลด → สมองสั่งกิน → อ้วน” อย่างที่ข่าวพยายามสร้างภาพ งานวิจัยที่มีอยู่ส่วนใหญ่พูดถึงความสัมพันธ์ทางสังคม สุขภาพจิต และพฤติกรรมการดูแลตัวเองในภาพรวม ไม่ใช่การผูกน้ำหนักตัวเข้ากับเรื่องเพศโดยตรง
งานของ Holt-Lunstad และ Umberson ซึ่งเป็นงานคลาสสิกด้านสุขภาพสังคม ชี้ว่าคนที่มีความสัมพันธ์กับคนรอบตัวดี ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือคู่รัก มักมีแนวโน้มสุขภาพจิตและพฤติกรรมสุขภาพที่ดีกว่า แต่ประเด็นสำคัญของงานเหล่านี้คือ “คุณภาพของความสัมพันธ์” ไม่ใช่ “การมีหรือไม่มีเพศสัมพันธ์” กล่าวอีกแบบคือ สิ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพคือการไม่โดดเดี่ยว ไม่รู้สึกถูกตัดขาดจากโลก ไม่ใช่เรื่องบนเตียง
ในขณะเดียวกัน งานวิจัยด้านโภชนาการและจิตวิทยากลับชี้ไปที่ปัจจัยอื่นอย่างชัดเจนมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นความเครียดสะสม ความไม่มั่นคงทางการเงิน ภาระงาน ชั่วโมงการนอน และแรงกดดันทางสังคม งานของ Macht และรายงานจาก American Psychological Association ระบุว่าคนจำนวนมากกินอาหารไม่ใช่เพราะหิว แต่เพราะต้องการบรรเทาอารมณ์ การกินในลักษณะนี้ หรือ Emotional Eating มีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายมากกว่าสถานะความสัมพันธ์หลายเท่า
ตรงจุดนี้ทำให้เห็นว่า ปัญหาน้ำหนักตัวในโลกปัจจุบันไม่ได้เป็นเรื่องชีววิทยาล้วน ๆ แต่เป็นเรื่องโครงสร้างชีวิต การทำงาน การบริโภค และสภาพสังคมที่กดทับคนจำนวนมากให้ใช้ “อาหาร” เป็นเครื่องมือปลอบใจตัวเอง การโยงปัญหานี้ไปที่ “ขาดเซ็กซ์” จึงเป็นการลดทอนความซับซ้อนของชีวิตมนุษย์ลงอย่างรุนแรง
ส่วนเรื่องฮอร์โมนอย่างโดพามีน ออกซิโทซิน และเอนดอร์ฟิน ซึ่งข่าวชอบหยิบมาใช้เป็นหลักฐาน ในทางประสาทวิทยายอมรับว่าความใกล้ชิดทางกายและอารมณ์สามารถกระตุ้นสารเหล่านี้ได้จริง แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่า การลดลงของสารเหล่านี้จากการไม่มีเพศสัมพันธ์นำไปสู่การอ้วนแบบเป็นเหตุเป็นผล สิ่งที่ข่าวทำคือเอาข้อมูลบางส่วนมาขยายจนเกินขอบเขตงานวิจัย แล้วตัดบริบทที่จำเป็นออกไป
เมื่อดูงานทบทวนระบบในช่วงปี 2023–2025 ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ สุขภาพ และโรคอ้วน จะพบว่านักวิจัยให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงโครงสร้างมากกว่าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมอาหาร ราคาของอาหารสุขภาพ รายได้ ชั่วโมงทำงาน พื้นที่ออกกำลังกาย และนโยบายสาธารณสุข สิ่งเหล่านี้มีผลต่อน้ำหนักตัวมากกว่าการมีหรือไม่มีเพศสัมพันธ์หลายเท่า
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของข่าวแนว “ขาดเซ็กซ์ = อ้วน” ไม่ได้อยู่แค่เรื่องข้อมูลผิด แต่มันสะท้อนวัฒนธรรมการเล่าเรื่องของสื่อสุขภาพในยุคคลิกเบต ที่มักสร้าง “ภัยคุกคามส่วนตัว” ให้ผู้อ่านรู้สึกว่าตัวเองกำลังพัง ถ้าไม่รีบแก้ไขชีวิตตามสูตรที่ข่าวเสนอ และสูตรนั้นมักพาไปสู่การผูกคุณค่าของมนุษย์เข้ากับสถานะความสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว
ในระดับโครงสร้าง นี่คือการผลิตซ้ำความเชื่อว่า คนโสดคือคนเสี่ยง คนไม่มีคู่คือคนที่ดูแลตัวเองไม่ได้ และสุขภาพที่ดีคือรางวัลของคนที่อยู่ในความสัมพันธ์ ทั้งที่หลักฐานวิทยาศาสตร์ไม่เคยสนับสนุนความคิดแบบนี้ ความเชื่อเช่นนี้ไม่เพียงคลาดเคลื่อน แต่ยังสร้างแรงกดดันทางสังคมให้กับคนจำนวนมากโดยไม่จำเป็น
สุขภาพไม่ใช่ผลผลิตของความรักในแบบโรแมนติก และไม่ใช่บทลงโทษของความโสด มันคือผลรวมของระบบชีวิตทั้งหมด ตั้งแต่เวลาทำงาน การเข้าถึงอาหาร การพักผ่อน ความมั่นคงทางใจ ไปจนถึงการมีพื้นที่ปลอดภัยให้เป็นตัวเอง ข่าวที่ลดทุกอย่างเหลือแค่เรื่องเพศ จึงไม่ได้ช่วยให้คนเข้าใจสุขภาพมากขึ้น แต่ทำให้เข้าใจผิดมากขึ้นต่างหาก
ก่อนแชร์ข่าวสุขภาพครั้งต่อไป อาจถึงเวลาที่เราต้องถามตัวเองมากกว่าว่า ข่าวนั้นกำลังอธิบายปัญหาจริง ๆ หรือกำลังหาคนรับผิดแทนโครงสร้างที่ใหญ่กว่า เพราะข้อมูลผิดหนึ่งชิ้นอาจไม่ใช่แค่ทำให้เข้าใจผิด แต่สามารถทำให้ใครบางคนรู้สึกว่าตัวเอง “พัง” ทั้งที่จริง ๆ แล้วเขาแค่กำลังอยู่ในระบบชีวิตที่โหดร้ายเกินไป และสุขภาพที่ดีไม่ควรเริ่มต้นจากความกลัว แต่ควรเริ่มจากความเข้าใจตัวเองและโลกที่เราอยู่ให้ลึกพอ
แหล่งอ้างอิง
Holt-Lunstad, J., Smith, T. B., & Layton, J. B. (2010). Social Relationships and Mortality Risk. PLoS Medicine
Umberson, D., & Montez, J. K. (2010). Social Relationships and Health. Journal of Health and Social Behavior
Macht, M. (2008). How emotions affect eating. Physiology & Behavior
American Psychological Association. (2013). Stress in America: Stress and Eating
Holt-Lunstad, J. (2023). Social connection as a public health issue. Annual Review of Psychology
World Health Organization. (2024). Obesity and mental health
