A Uterus Is Not a Gatekeeper

มดลูกไม่ใช่บัตรผ่าน หอพัก มหาวิทยาลัย และตรรกะที่กำลังถูกทดสอบ ดราม่านี้ไม่ได้เริ่มจากคำว่า “นางสาว” แต่มันเริ่มจากห้องน้ำรวมในหอพักมหาวิทยาลัย

ลองขยายภาพให้ชัด เด็กปีหนึ่งคนหนึ่งที่อัตลักษณ์เป็นผู้หญิง แต่คำนำหน้าชื่อในเอกสารยังเป็น “นาย” เพราะกฎหมายไทยยังไม่เปิดทางให้เปลี่ยนเพศในทะเบียนราษฎรอย่างสมบูรณ์ เธอถูกจัดให้อยู่หอพักชายตามระบบ ต้องใช้ห้องน้ำรวมกับนักศึกษาชาย ต้องคอยคำนวณเวลาอาบน้ำ เลี่ยงสายตา เลี่ยงความเสี่ยง นี่ไม่ใช่ฉากดราม่าเพื่อเรียกคะแนน แต่มันคือผลลัพธ์ของโครงสร้าง

รายงานทบทวนนโยบายของ UNDP ระบุชัดว่าไทยยังไม่มีระบบรับรองเพศตามอัตลักษณ์ในเอกสารราชการ (legal gender recognition) อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อเอกสารยังยึดเพศกำเนิด การจัดสรรพื้นที่ของสถาบันการศึกษาก็ยึดตามนั้นโดยอัตโนมัติ ปัญหาหอพักจึงไม่ใช่เรื่อง “อารมณ์” แต่มันคือดีไซน์ของระบบ

บนเวทีประกวด ข้อเสนอเรื่อง zoning หรือพื้นที่ปลอดภัยถูกตอบกลับด้วยคำว่า “Compromise” และคำแนะนำให้ “ถอย” ถ้าระบบยังแก้ไม่ได้ ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ถ้าขยายภาพออกไป คำว่า Compromise จะมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายขยับเข้าหากัน หากมีเพียงฝ่ายเดียวที่ต้องถอย ย้ายออกไปอยู่หอนอก จ่ายเงินเพิ่ม ปรับตัวเงียบ ๆ นั่นไม่ใช่การประนีประนอม แต่มันคือการโยนต้นทุนให้คนที่เปราะบางกว่า

ประโยคที่ทำให้บทสนทนาเปลี่ยนระดับคือ “อยากเป็นนางสาว มีมดลูกหรือเปล่า” จากคำถามเชิงนโยบายเรื่องพื้นที่ปลอดภัย มันถูกดึงลงมาเป็นการนิยามความเป็นผู้หญิงด้วยอวัยวะชิ้นเดียว นี่คือกรอบคิดแบบ biological essentialism ที่โลกวิชาการด้านสาธารณสุขเดินออกมาแล้ว มาตรฐานการดูแลของ World Professional Association for Transgender Health (SOC-8 ปี 2022) ระบุชัดว่าการรักษาต้องอิง anatomy ที่บุคคลนั้นมีอยู่จริงและประวัติการใช้ฮอร์โมน ไม่ใช่คำนำหน้า ขณะเดียวกัน World Health Organization ได้ย้าย gender incongruence ออกจากหมวดความผิดปกติทางจิตใน ICD-11 เพื่อสะท้อนความเข้าใจใหม่ว่าความหลากหลายทางเพศไม่ใช่โรค

ข้ออ้างที่ถูกหยิบมาเสริมดราม่าคือ “ถ้าใช้คำว่านางสาว อาจทำให้หมอวินิจฉัยพลาด” ฟังดูเป็นเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อดูแนวทางวิชาชีพจริง ๆ ของ American College of Obstetricians and Gynecologists จะพบว่าการคัดกรองต้องอิงอวัยวะที่มีอยู่ เช่น หากยังมีปากมดลูกต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หากมีต่อมลูกหมากต้องประเมินความเสี่ยงตามนั้น ไม่มี guideline ใดระบุให้ใช้คำนำหน้าเป็นตัวตัดสิน หากแพทย์รักษาจากคำว่า “นาย” หรือ “นางสาว” โดยไม่ซักประวัติอย่างละเอียด ปัญหาคือระบบซักประวัติ ไม่ใช่สิทธิในการใช้คำเรียก และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีหลักฐานเชิงระบบที่ชี้ว่าการรับรองเพศตามอัตลักษณ์ทำให้ medical error เพิ่มขึ้นโดยตัวมันเอง

ดราม่านี้จึงไม่ใช่เรื่องใครแพ้ใคร แต่มันสะท้อนรอยต่อของสังคมไทยระหว่างสองกรอบคิด กรอบหนึ่งเชื่อว่าความสงบเรียบร้อยเกิดจากการที่คนบางกลุ่มยอมถอย อีกกรอบหนึ่งตั้งคำถามว่าทำไมการถอยต้องเกิดขึ้นจากฝ่ายเดิมซ้ำ ๆ หากความกังวลคือความปลอดภัยทางการแพทย์ ทางออกคือการพัฒนาระบบเวชระเบียนและการฝึกอบรมบุคลากร ไม่ใช่การลดทอนอัตลักษณ์ของคน หากความกังวลคือการอยู่ร่วมกันในสังคม คำถามที่ต้องตอบคือการออกแบบพื้นที่สาธารณะให้ปลอดภัยกับทุกคน ไม่ใช่การตรวจสอบว่าใครมีมดลูกหรือไม่

คำว่า “นางสาว” ไม่ได้เป็นปัญหาทางการแพทย์ แต่มันคือกระจกสะท้อนว่าระบบของเราพร้อมจะยอมรับความจริงที่มีอยู่แล้วในสังคมแค่ไหน และเราจะยังใช้ชีววิทยาแบบแบน ๆ เป็นด่านตรวจความเป็นผู้หญิงต่อไปหรือไม่ ทั้งที่ทั้งกรอบสิทธิมนุษยชนและแนวทางการแพทย์ร่วมสมัยไม่ได้ตั้งด่านนั้นไว้อีกแล้ว


แหล่งอ้างอิง

  1. UNDP. Legal Gender Recognition in Thailand: A Legal and Policy Review.

  2. World Health Organization. ICD-11 and Gender Incongruence: Frequently Asked Questions.

  3. World Professional Association for Transgender Health. Standards of Care for the Health of Transgender and Gender Diverse People, Version 8 (2022).

  4. American College of Obstetricians and Gynecologists. Health Care for Transgender and Gender Diverse Individuals (Committee Opinion).


Next
Next

No Sex, More Weight? Separating Health Facts from Clickbait