Not Praying for Riches

ศาสนา ความจน และความไม่เชื่อระบบ…บทสนทนาที่ Gen Z กำลังเปิดกับสังคมไทย

คำถามที่ร้อนบนโลกออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมาว่า “ถ้าอยากมีบ้าน รถ และชื่อเสียง ทำไมต้องฟังพระที่ไม่มีอะไรเลย” ถูกตีความอย่างรวดเร็วว่าเป็นการลบหลู่ศาสนา แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น คำถามนี้ไม่ได้มุ่งโจมตีความเชื่อ หากแต่มุ่งไปที่ความสอดคล้องระหว่างคำสอนกับชีวิตจริงในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน

ในโลกที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงกว่า 90% ของ GDP ตามข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย และคนวัยทำงานจำนวนมากไม่มีเงินออมเพียงพอรองรับเหตุฉุกเฉิน ความอยู่รอดจึงกลายเป็นโจทย์หลักของชีวิตก่อนเรื่องศีลธรรม คำถามของ Gen Z จึงไม่ใช่คำถามทางศาสนา แต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างว่า อะไรช่วยให้พวกเขาอยู่รอดได้จริง

หากเป้าหมายคือฐานะทางเศรษฐกิจ บ้าน รถ หรือสถานะทางสังคม คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ ศาสนาไม่ได้เป็นกลไกสร้างสิ่งเหล่านี้ ระบบตลาดแรงงาน โอกาสทางการศึกษา ทุนตั้งต้น และเครือข่ายทางสังคมต่างหากที่มีบทบาทโดยตรง การสวดมนต์ไม่ได้เพิ่มรายได้ และการทำบุญไม่ได้ปรับโครงสร้างค่าแรงขั้นต่ำ ความจริงข้อนี้ไม่ใช่การปฏิเสธศาสนา แต่เป็นการแยกหน้าที่ของศาสนาออกจากหน้าที่ของระบบเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม การบอกว่าศาสนาไม่ทำให้รวย ไม่ได้แปลว่าศาสนาไม่มีประโยชน์ ในช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผมเผชิญภาวะงานไม่มั่นคง รายได้ไม่แน่นอน และความสัมพันธ์สั่นคลอน ความคิดฟุ้งซ่านและความเครียดสะสมทำให้สมาธิถดถอย ผมไม่ได้หันไปหาศาสนาเพื่อขอความสำเร็จ แต่เพื่อให้ใจนิ่งพอจะไม่ทำลายตัวเอง การเปิดเสียงสวดมนต์หรือการอ่านธรรมะในช่วงนั้นไม่ได้เพิ่มเงินในบัญชี แต่ช่วยให้จิตใจมีจังหวะและความชัดเจนมากพอจะตัดสินใจอย่างมีเหตุผล

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นชัดว่าศาสนามีบทบาทในฐานะระบบพยุงใจ มากกว่าระบบผลิตความมั่งคั่ง และนี่คือจุดที่การถกเถียงมักสับสนกัน เมื่อคนรุ่นใหม่ตั้งคำถามเรื่องความสำเร็จทางวัตถุ พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธคำสอนเรื่องสติหรือความไม่เที่ยง แต่กำลังปฏิเสธการใช้ศาสนาเป็นคำตอบแทนปัญหาเชิงโครงสร้าง

พร้อมกันนั้น วัฒนธรรม “self-made” ในสังคมไทยก็ถูกนำเสนอในลักษณะเดียวกัน คือเล่าเรื่องความสำเร็จผ่านความขยันและทัศนคติ แต่ลดทอนบทบาทของต้นทุนชีวิต ครอบครัว เครือข่าย และจังหวะเวลา ความสำเร็จจึงถูกทำให้ดูเป็นผลลัพธ์ของคุณสมบัติส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว ทั้งที่งานวิจัยด้านความเหลื่อมล้ำทั่วโลกชี้ว่า โอกาสเริ่มต้นมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผลลัพธ์ระยะยาว

ในบริบทเช่นนี้ Gen Z จึงไม่เพียงตั้งคำถามกับศาสนา แต่ตั้งคำถามกับ authority ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันทางศาสนา ผู้นำทางธุรกิจ หรือกูรูความสำเร็จ พวกเขาเติบโตมากับข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และคุ้นชินกับการเปรียบเทียบหลายมุมมอง การเชื่อเพราะตำแหน่งหรือสถานะจึงไม่เพียงพออีกต่อไป

ความไม่เชื่อระบบในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงการไม่เชื่อพระเป็นรายบุคคล แต่หมายถึงความไม่ไว้วางใจต่อโครงสร้างที่ขาดความโปร่งใสหรือไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง เมื่อข่าวเกี่ยวกับการเงินของวัดหรือความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับอำนาจรัฐปรากฏอย่างต่อเนื่อง ความศรัทธาต่อระบบย่อมถูกตั้งคำถาม

ศรัทธาในยุคคนทำงานจึงเปลี่ยนรูปไป หลายคนยังคงปฏิบัติธรรม แต่ไม่ได้คาดหวังว่าธรรมะจะทำให้รวย พวกเขาใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือดูแลสภาพจิตใจ ขณะเดียวกันก็ใช้ทักษะ การเรียนรู้ และเครือข่ายเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ศาสนาจึงถูกจัดวางใหม่ ไม่ใช่ศูนย์กลางของการตัดสินใจทุกเรื่อง แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบสนับสนุนชีวิต

คำถามที่สังคมควรถามต่อจึงไม่ใช่ว่า เด็กคนหนึ่งกล้าพูดเช่นนั้นได้อย่างไร แต่คือ เรากำลังคาดหวังให้ศาสนาทำหน้าที่แทนรัฐและระบบเศรษฐกิจหรือไม่ และเรากำลังเล่าเรื่องความสำเร็จแบบตัดบริบทจนทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าถูกหลอกหรือไม่

ศาสนาอาจไม่ใช่คำตอบของความจน แต่ยังอาจเป็นคำตอบของการไม่พังทางใจ ในขณะเดียวกัน ความมั่งคั่งก็ไม่ควรถูกอธิบายด้วยเรื่องบุญหรือ mindset เพียงอย่างเดียว หากสังคมสามารถแยกหน้าที่ของแต่ละระบบออกจากกันได้อย่างชัดเจน บทสนทนาระหว่างคนรุ่นใหม่กับสังคมไทยอาจไม่ใช่การเผชิญหน้า แต่เป็นการปรับความเข้าใจร่วมกัน

คำถามของ Gen Z จึงไม่ใช่การทำลายศรัทธา หากเป็นการเรียกร้องความสอดคล้องระหว่างคำสอน ระบบ และความจริงของชีวิต และคำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ เราพร้อมจะตอบด้วยเหตุผลและความโปร่งใส หรือจะตอบด้วยอารมณ์และการปิดปาก


หมายเหตุ: บทความนี้อ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยและรายงานสาธารณะ ณ ช่วงปี 2019–2024 และประสบการณ์ตรงของผู้เขียน เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์เชิงสังคมและวัฒนธรรม มิได้มุ่งชี้นำทางศาสนาหรือการเมือง


แหล่งอ้างอิงและข้อมูลประกอบการวิเคราะห์

  1. ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand)
    รายงานภาวะหนี้ครัวเรือนไทยและเสถียรภาพระบบการเงิน
    ชี้ให้เห็นว่าหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับมากกว่า 90% ของ GDP ต่อเนื่องหลายปี
    สะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจของคนวัยทำงาน
    แหล่งข้อมูล: รายงาน Financial Stability Report และข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค

  2. Pew Research Center (2019–2023)
    รายงานเรื่อง The Future of World Religions และ In U.S., Decline of Christianity Continues
    พบว่า Gen Z และ Millennials มีแนวโน้ม “ไม่ผูกตัวเองกับศาสนา” มากขึ้นในหลายประเทศ
    และให้ความสำคัญกับเหตุผลและประสบการณ์ส่วนตัวมากกว่าสถาบัน
    แหล่งข้อมูล: pewresearch.org

  3. World Values Survey (Wave 7)
    ฐานข้อมูลค่านิยมโลกเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ และความไว้วางใจต่อสถาบัน
    แสดงแนวโน้มความศรัทธาที่ลดลงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในหลายภูมิภาค
    แหล่งข้อมูล: worldvaluessurvey.org

  4. Harvard T.H. Chan School of Public Health / Harvard Medical School
    งานวิจัยด้าน Mindfulness, Resilience และ Mental Health
    ระบุว่าการมีกรอบทางจิตวิญญาณหรือการฝึกสมาธิช่วยลดความเครียดและภาวะซึมเศร้าในคนทำงาน
    แหล่งข้อมูล: Harvard Health Publishing

  5. American Psychological Association (APA)
    รายงานเกี่ยวกับ Spirituality, Coping, and Mental Health
    ชี้ว่าศรัทธาและความหมายชีวิตช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือวิกฤต
    แหล่งข้อมูล: apa.org

  6. OECD – Social Mobility and Inequality Reports
    รายงานเรื่องโอกาสทางสังคมและต้นทุนชีวิต
    ระบุว่าฐานะครอบครัวและต้นทุนเริ่มต้นมีผลต่อความสำเร็จระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
    แหล่งข้อมูล: oecd.org

  7. Markovits, Daniel (2019)
    The Meritocracy Trap
    วิเคราะห์วัฒนธรรมความสำเร็จและกับดัก “คนเก่ง คนขยัน” ในระบบทุนนิยม
    Princeton University Press

  8. Rivera, Lauren A. (2015)
    Pedigree: How Elite Students Get Elite Jobs
    งานวิจัยเรื่องเครือข่าย ชนชั้น และโอกาสในตลาดแรงงาน
    Princeton University Press

  9. สำนักงานสถิติแห่งชาติ (ประเทศไทย)
    รายงานภาวะรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนไทย
    แสดงให้เห็นความเปราะบางทางการเงินของคนวัยทำงาน
    แหล่งข้อมูล: nso.go.th


Next
Next

LOVE OR JUST A GAME?