Mind Your Own Damn Life
ขอพูดตรง ๆ นี่มันไม่ใช่เรื่องความอยากรู้ แต่มันคือเรื่องของความเสือกล้วน ๆ เสือกถาม เสือกแซะ เสือกสรุปชีวิตคนอื่นทั้งที่ไม่มีใครเชิญ แล้วที่พีคคือทำหน้าตาเหมือนเป็นคนหวังดี เหมือนกำลังช่วยชี้ทางสว่าง ทั้งที่จริง ๆ คือกำลังเดินเข้าไปเหยียบพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่นแบบไม่สะทกสะท้าน ตั้งแต่ยังไม่ทันนั่งก็เริ่มแล้ว ทำไมยังโสด เมื่อไหร่จะมีลูก งานมั่นคงไหม เงินเดือนเท่าไหร่ น้ำหนักขึ้นนะช่วงนี้ เหมือนชีวิตใครสักคนคือแบบฟอร์มที่ทุกคนมีสิทธิ์กรอกความเห็นใส่ได้ตามอัธยาศัย
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะสังคมที่ผูกคุณค่าคนกับบทบาทบางอย่าง เช่น การแต่งงาน การมีลูก ความมั่นคงทางงาน หรือภาพลักษณ์ทางเพศ จะสร้าง “บรรทัดฐาน” ที่ทำให้คนรู้สึกว่ามีสิทธิ์ตรวจสอบชีวิตกันและกัน Pierre Bourdieu เรียกสิ่งนี้ว่า symbolic power หรืออำนาจเชิงสัญลักษณ์ คืออำนาจที่ไม่ต้องใช้กำลัง แต่ใช้ค่านิยมเป็นตัวบังคับ ใครที่ใช้ชีวิตตรงกรอบจะไม่ถูกถาม แต่ใครที่หลุดกรอบจะถูกตั้งคำถามอัตโนมัติ ราวกับว่าความแตกต่างคือสิ่งที่ต้องมีคำอธิบายเสมอ
ฝั่งจิตวิทยาก็ไม่ได้ใจดีไปกว่านั้น เพราะการเสือกมักทำงานร่วมกับกลไกที่เรียกว่า downward social comparison หรือการเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ดูแย่กว่า เพื่อให้รู้สึกดีกับชีวิตตัวเองชั่วคราว งานวิจัยของ Leon Festinger เรื่อง social comparison theory อธิบายชัดว่ามนุษย์ใช้คนอื่นเป็นกระจกส่องคุณค่าตัวเอง และในสังคมที่การแข่งขันสูง ความไม่มั่นคงในตัวเองจะยิ่งผลักให้คนอยากรู้ว่าอย่างน้อยยังมีใครสักคนที่ “พลาดกว่า” จะได้รู้สึกว่าเรายังไม่ตกขบวน เพราะงั้นเวลาที่ใครสักคนถามชีวิตคนอื่นแบบไม่ไว้หน้า มันไม่ใช่แค่ปากไว แต่มันคือการจัดตำแหน่งตัวเองให้อยู่ฝั่งที่มีสิทธิ์ประเมิน ซึ่งให้ความรู้สึกมีอำนาจเล็ก ๆ ในโลกที่หลายคนรู้สึกว่าคุมอะไรไม่ได้เลย
พอมาอยู่ในยุคโซเชียล กลไกนี้ยิ่งถูกขยายแบบทวีคูณ เพราะแพลตฟอร์มให้รางวัลกับอารมณ์ที่กระตุ้นง่าย ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความสะใจ หรือความอยากรู้อยากเห็น งานของ Shoshana Zuboff เรื่อง surveillance capitalism อธิบายว่าความสนใจของผู้ใช้คือทรัพยากร และเรื่องส่วนตัวของคนอื่นคือวัตถุดิบชั้นดีในการดึงคนให้อยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้น ยิ่งมีดราม่า ยิ่งมีการตัดสิน ยิ่งมีการแบ่งฝั่ง อัลกอริทึมก็ยิ่งดันขึ้นฟีด ผลลัพธ์คือเส้นแบ่งระหว่างเรื่องส่วนตัวกับเรื่องสาธารณะเริ่มหายไป แล้วสังคมก็เริ่มคิดว่า ถ้ามันอยู่บนจอ มันก็เป็นเรื่องของทุกคน ทั้งที่ตามหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นส่วนตัวยังเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่ได้หมดอายุแค่เพราะใครสักคนกลายเป็นไวรัล
แต่คนที่ต้องแบกรับแรงกดดันจริง ๆ ไม่ใช่แพลตฟอร์ม ไม่ใช่คนดู และไม่ใช่คนเมนต์ มันคือคนที่ถูกส่อง ถูกถาม ถูกวิจารณ์ซ้ำ ๆ จนเริ่ม internalize ค่านิยมของสังคมแล้วหันมาโทษตัวเอง งานด้านจิตวิทยาคลินิกพบว่าการถูกตราหน้าทางสังคมสัมพันธ์กับภาวะความเครียดเรื้อรัง ความรู้สึกไร้คุณค่า และการหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ เพราะเมื่อไหร่ที่การมีตัวตนเท่ากับการต้องถูกอธิบาย คนจำนวนมากก็เลือกจะหายไปเงียบ ๆ แทน
ตรงนี้คือจุดที่การเสือกไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เพราะมันทำหน้าที่เหมือนกลไกควบคุมทางสังคม ใครอยู่นอกกรอบก็จะถูกทำให้รู้สึกว่าต้องปรับตัว ต้องอธิบาย ต้องพิสูจน์ ขณะที่โครงสร้างที่ทำให้คนไม่มีทางเลือกมากนักกลับไม่เคยถูกถามจริงจัง สังคมจึงเก่งมากในการตั้งคำถามกับชีวิตปัจเจก แต่ค่อนข้างเงียบกับความไม่เท่าเทียมเชิงระบบ แล้วอย่าเข้าใจผิด ความห่วงใยจริง ๆ มันมีอยู่ และมันไม่ได้หน้าตาเหมือนการซักประวัติ มันไม่ใช่การยิงคำถามเพื่อเช็กสถานะชีวิต และไม่ใช่การให้คำแนะนำโดยไม่ได้ร้องขอ ในทางจิตวิทยาความสัมพันธ์ สิ่งที่เรียกว่า empathic listening หรือการฟังอย่างเข้าใจ คือการเปิดพื้นที่ให้คนพูดในจังหวะของเขา ไม่ใช่การเร่งให้เขาตอบตามความอยากรู้ของเรา ความห่วงใยจึงเริ่มจากการฟัง และจบที่การเคารพการตัดสินใจของอีกฝ่าย แม้จะไม่ตรงกับค่านิยมของตัวเองก็ตาม
แต่สังคมกลับสับสนระหว่างความใกล้ชิดกับสิทธิ์ในการล้ำเส้น คิดว่าสนิทกันแล้วถามอะไรก็ได้ พูดอะไรก็ได้ ตัดสินอะไรก็ได้ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ความสนิทควรทำให้ระวังคำพูดมากขึ้น ไม่ใช่กล้าเสือกมากขึ้น สังคมที่โตขึ้นจริง ๆ อาจไม่ใช่สังคมที่ทุกคนกล้าแสดงความเห็น แต่คือสังคมที่เข้าใจว่าไม่ใช่ทุกความเห็นจำเป็นต้องถูกพูดออกมา และไม่ใช่ทุกเรื่องที่ทุกคนมีสิทธิ์รู้ ต่อให้จะอยากรู้แค่ไหนก็ตาม
ถ้าจะเริ่มเปลี่ยนอะไรสักอย่าง มันอาจไม่ได้เริ่มจากนโยบายใหญ่หรือแคมเปญสวย ๆ แต่อาจเริ่มจากการหยุดคิดสักวินาทีก่อนจะถาม ก่อนจะพิมพ์ ก่อนจะตัดสิน ว่าสิ่งที่กำลังจะพูดออกไปนั้นช่วยใครจริง ๆ หรือแค่ตอบสนองความอยากรู้ของตัวเอง เพราะในหลายสถานการณ์ การเงียบคือการเคารพที่ชัดเจนกว่าคำแนะนำ การไม่เสือกไม่ได้ทำให้เป็นคนเฉยชา แต่มันคือการยอมรับว่า ชีวิตของคนอื่นไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ และความพลาด ความช้า ความไม่พร้อมของใคร ไม่ควรถูกใช้เป็นวัตถุดิบของบทสนทนาแก้เบื่อหรือคอนเทนต์ฆ่าเวลา
บางทีความสุภาพที่แท้จริงของสังคม อาจไม่ได้อยู่ที่การพูดเพราะหรือการทำตัวดูหวังดี แต่อยู่ที่การรู้ว่าเมื่อไหร่ควรถอยออกมา เมื่อไหร่ควรหยุดยุ่ง และเมื่อไหร่ควรยอมรับว่าชีวิตของคนอื่นไม่ใช่เวทีให้ใครขึ้นไปชี้นิ้ว เพราะในโลกที่ทุกคนถูกจับจ้องง่ายกว่าที่เคย การเคารพเส้นของกันและกัน อาจเป็นความกล้ารูปแบบใหม่ที่สังคมนี้ต้องฝึกให้เป็น
แหล่งอ้างอิง
Bourdieu, P. (1984). Distinction: A Social Critique of the Judgement of Taste. Harvard University Press.
— ว่าด้วยการตัดสินรสนิยมและวิถีชีวิตในฐานะเครื่องมือจัดลำดับคุณค่าทางสังคม
Bourdieu, P. (1991). Language and Symbolic Power. Harvard University Press.
— แนวคิดเรื่องอำนาจเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้บรรทัดฐานและภาษาใช้ควบคุมพฤติกรรมคนโดยไม่ต้องใช้กำลัง
Festinger, L. (1954). A Theory of Social Comparison Processes. Human Relations, 7(2), 117–140.
— ทฤษฎีว่ามนุษย์ประเมินคุณค่าตัวเองผ่านการเปรียบเทียบกับผู้อื่น
Wills, T. A. (1981). Downward Comparison Principles in Social Psychology. Psychological Bulletin, 90(2), 245–271.
— การมองคนที่ดูแย่กว่าเพื่อพยุงความรู้สึกมั่นคงของตนเองในภาวะกดดัน
Zuboff, S. (2019). The Age of Surveillance Capitalism. PublicAffairs.
— เศรษฐกิจของแพลตฟอร์มที่ใช้พฤติกรรมและอารมณ์มนุษย์เป็นวัตถุดิบทางธุรกิจ
Marwick, A., & boyd, d. (2011). To See and Be Seen: Celebrity Practice on Twitter. Convergence, 17(2), 139–158.
— วัฒนธรรมการส่องและการตัดสินในพื้นที่ออนไลน์ที่ทำให้ชีวิตส่วนตัวกลายเป็นพื้นที่สาธารณะ
Link, B. G., & Phelan, J. C. (2001). Conceptualizing Stigma. Annual Review of Sociology, 27, 363–385.
— กลไกของการตีตราทางสังคมและการที่คนรับค่านิยมเหล่านั้นมาทำร้ายตัวเอง
Hatzenbuehler, M. L., Phelan, J. C., & Link, B. G. (2013). Stigma as a Fundamental Cause of Population Health Inequalities. American Journal of Public Health, 103(5), 813–821.
— ความเชื่อมโยงระหว่าง stigma กับความเครียดเรื้อรังและปัญหาสุขภาพจิต
Rogers, C. R. (1957). The Necessary and Sufficient Conditions of Therapeutic Personality Change. Journal of Consulting Psychology, 21(2), 95–103.
— แนวคิดเรื่อง empathic understanding และการเคารพพื้นที่ทางอารมณ์ของผู้อื่น
Brown, B. (2012). Daring Greatly. Gotham Books.
— ความต่างระหว่าง empathy กับการตัดสินในบริบทความสัมพันธ์และสังคมร่วมสมัย
