From Taiwan’s Tax System to Campaign Rhetoric
ในยุคที่นโยบายต้องแข่งกับคลิปสั้นในฟีด เงินรางวัลย่อมชนะโครงสร้างตั้งแต่ยังไม่เริ่มถกเถียง และเมื่อพรรคการเมืองเลือกเล่าเรื่องเศรษฐกิจผ่านภาพของผู้โชคดี พร้อมอ้างความสำเร็จของไต้หวันเป็นฉากหลัง สิ่งที่หายไปจากบทสนทนาอาจไม่ใช่แค่รายละเอียดเชิงเทคนิค แต่คือหัวใจของคำว่า “การพัฒนา” ที่ควรทำให้คนส่วนใหญ่ไปข้างหน้าได้พร้อมกัน ไม่ใช่รอคิวใครสักคนฟลุกขึ้นมาแทน
เมื่อพรรคการเมืองหยิบชื่อไต้หวันมาอ้างในการขายนโยบายสุ่มแจกเงิน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การเรียนรู้จากประเทศที่ประสบความสำเร็จ แต่คือการตัดตอนโมเดลทั้งก้อน เหลือเพียงชิ้นส่วนที่ขายฝันได้ แล้วนำมาห่อด้วยคำว่า “พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง” ทั้งที่ความจริง โมเดลไต้หวันไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อทำให้คนรวยจากโชค และไม่เคยถูกใช้เป็นหัวใจของนโยบายเศรษฐกิจระดับชาติด้วยซ้ำ
ระบบลอตเตอรี่ใบเสร็จของไต้หวันเกิดขึ้นในบริบทที่รัฐต้องการแก้ปัญหาการเลี่ยงภาษีในภาคค้าปลีกหลังสงคราม มันถูกฝังอยู่ในโครงสร้างภาษีตั้งแต่ต้น ใบเสร็จคือเอกสารทางกฎหมาย ร้านค้ามีหน้าที่ต้องออก ผู้บริโภคถูกดึงมาเป็นผู้ช่วยตรวจสอบ และรางวัลเป็นเพียงเครื่องมือเสริมให้ระบบ compliance ทำงานได้ดีขึ้น ไม่ใช่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ใช่นโยบายสร้างรายได้ให้ประชาชน และไม่ใช่คำสัญญาว่าชีวิตจะเปลี่ยนจากการถูกรางวัล
แต่ในการสื่อสารเชิงการเมืองของไทย โมเดลเดียวกันกลับถูกเล่าใหม่ให้กลายเป็นเรื่องของ “คนธรรมดาก็มีสิทธิ์เป็นเศรษฐี” ทั้งที่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ไต้หวันเคยตั้งใจสื่อสารกับประชาชนของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของไต้หวันมาจากการปฏิรูปที่ดิน การพัฒนาอุตสาหกรรม การส่งออก และการลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบต่อเนื่องหลายทศวรรษ ไม่ใช่จากการสุ่มแจกเงินให้ประชาชน
การเลือกหยิบแค่ “ส่วนที่เป็นรางวัล” ของโมเดลไต้หวันมาเล่า โดยตัด “ส่วนที่เป็นโครงสร้างภาษีและการบังคับใช้” ทิ้งไป คือการบิดตัวอย่างประเทศให้เหลือเพียง narrative ที่เหมาะกับสนามหาเสียง และเหมาะกับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มมากกว่าเหมาะกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจริง นี่ไม่ใช่ความเข้าใจผิด แต่คือการคัดเลือกข้อมูลอย่างมีเจตนา เพื่อให้เรื่องเล่ามันง่าย เร้าอารมณ์ และขายได้เร็ว
พูดให้ตรงกว่านั้น นี่คือการใช้ “ภาพลักษณ์ของประเทศที่ประสบความสำเร็จ” เป็นฉากหลังทางการเมือง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์เชิงกลไกกับความสำเร็จนั้นจริง ๆ มันคือการอ้างอิงเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่เชิงระบบ และในเชิงการสื่อสาร นี่คือเทคนิคที่ได้ผลมาก เพราะคนจำนวนมากไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดเศรษฐกิจของไต้หวัน แค่ได้ยินว่าที่นั่นทำแล้วเวิร์ก ก็พอให้ข้อเสนอดูน่าเชื่อถือขึ้นทันที
ปัญหาคือ การบิดโมเดลแบบนี้ไม่ได้แค่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด แต่มันทำให้กรอบการถกเถียงเรื่องนโยบายถูกดึงออกจากคำถามเชิงโครงสร้างไปสู่คำถามเชิงอารมณ์ จาก “เราจะจัดระบบเศรษฐกิจให้แฟร์ขึ้นอย่างไร” ไปเป็น “ใครจะโชคดีกว่าใคร” และเมื่อกรอบเปลี่ยน พรรคการเมืองก็ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามยาก ๆ เรื่องการปฏิรูปภาษี การกระจายทรัพยากร หรือการจัดการอำนาจผูกขาดอีกต่อไป เพราะสิ่งที่ถูกจับตาในสื่อคือเงินรางวัล ไม่ใช่ระบบ
ยิ่งไปกว่านั้น การบิดโมเดลไต้หวันยังทำหน้าที่เป็นเกราะทางวาทกรรมให้กับพรรคการเมือง เพราะทันทีที่มีเสียงวิจารณ์ ก็สามารถย้อนกลับไปอ้างว่าไม่ได้คิดเอง แต่มีประเทศที่ทำสำเร็จแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งที่ถูกยกมาคือเศษเสี้ยวของระบบที่ถูกดึงออกจากบริบทเดิม และถูกใช้ในเป้าหมายทางการเมืองที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ในเชิงการเมือง นี่คือการใช้ความสำเร็จของประเทศอื่นเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริงทั้งหมดของโมเดลนั้น และในเชิงจริยธรรมเชิงนโยบาย มันคือการลดทอนบทเรียนเชิงโครงสร้างให้เหลือแค่เครื่องมือทางการตลาด เพราะสิ่งที่ถูกถ่ายทอดไม่ใช่วิธีที่รัฐไต้หวันจัดการระบบภาษีและอุตสาหกรรม แต่คือภาพของรางวัลที่ถูกทำให้ดูเหมือนหัวใจของความสำเร็จ
และเมื่อเอามาวางทับกับบริบทไทยที่หนี้ครัวเรือนสูง ตลาดแรงงานเปราะบาง และวัฒนธรรมเสี่ยงดวงฝังลึก การสื่อสารแบบนี้ยิ่งอันตราย เพราะมันกำลังสอนสังคมทางอ้อมว่า วิธีหลุดจากความลำบากไม่ใช่การต่อสู้เพื่อระบบที่เป็นธรรมขึ้น แต่คือการรอคอยเหตุการณ์พิเศษสักครั้งในชีวิต ซึ่งเป็นกรอบคิดที่เอื้อต่อการเมืองแบบประชานิยมเชิงอารมณ์ และบ่อนทำลายความคิดเรื่องสิทธิและสวัสดิการในระยะยาว
ถ้ามองให้สุด การบิดโมเดลไต้หวันไม่ใช่แค่เรื่องข้อมูลผิดพลาด แต่มันคือการเลือกใช้ต่างประเทศเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหาเชิงโครงสร้างของตัวเอง และเพื่อเลี่ยงการพูดถึงสิ่งที่ต้องใช้ความกล้าทางการเมืองมากกว่าการแจกเงิน นั่นคือการไปแตะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากระบบเดิม
เมื่อพรรคการเมืองพูดภาษาเดียวกับหวย และใช้ภาพของไต้หวันเป็นฉากหลัง สิ่งที่ถูกต่อรองจึงไม่ใช่แค่คะแนนเสียง แต่คือความเข้าใจของสังคมต่อคำว่า “การพัฒนาเศรษฐกิจ” ว่ามันคือเรื่องของโชคและเหตุการณ์พิเศษ ไม่ใช่เรื่องของโครงสร้างและการจัดสรรอำนาจ และถ้าความเข้าใจนี้ฝังลึกขึ้นเรื่อย ๆ การเมืองก็จะยิ่งมีแรงจูงใจน้อยลงที่จะทำงานหนักในพื้นที่ที่มองไม่เห็นบนฟีด แต่เป็นตัวกำหนดชีวิตคนส่วนใหญ่จริง ๆ
คำถามอาจไม่ใช่ว่าโมเดลนี้จะทำได้จริงหรือไม่ แต่คือทำไมพรรคการเมืองถึงเลือกเล่าเรื่องประเทศที่ประสบความสำเร็จด้วยภาษาที่ตัดหัวใจของความสำเร็จนั้นทิ้งไป และถ้าเรายอมรับการบิดโมเดลเพื่อขายฝันเป็นเรื่องปกติ วันนี้เราอาจกำลังโหวตให้กับความหวัง แต่พรุ่งนี้เราอาจตื่นขึ้นมาในสังคมที่เลิกถามไปแล้วว่าระบบควรยุติธรรมกับคนส่วนใหญ่ได้จริงหรือไม่
แหล่งอ้างอิง:
ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานเสถียรภาพระบบการเงิน และข้อมูลสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปี 2567–2568
Ministry of Finance, Taiwan: Uniform Invoice System (เริ่มใช้ปี 1951 เพื่อเพิ่ม tax compliance)
Economic History of Taiwan: บทบาทการปฏิรูปที่ดิน การพัฒนาอุตสาหกรรม และห่วงโซ่เทคโนโลยี (เช่น semiconductor) ต่อการเติบโตเศรษฐกิจ
งานศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคต่อหวยและหวยใต้ดินในไทย (เช่น TDRI, สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์)
งานวิจัยด้าน political communication และ platform algorithms ที่ชี้ว่าเนื้อหากระตุ้นอารมณ์ถูกดันมากกว่าเนื้อหาเชิงนโยบายเชิงโครงสร้าง (เช่น Facebook Files, งานของ MIT Media Lab เรื่อง virality)
