สังคมไทยหลงใหลความรวย จนกลายเป็นทุนทางศีลธรรม
ไม่นานมานี้ มีคลิปหญิงคนหนึ่งพูดจาดูถูกพนักงานร้านสะดวกซื้อพร้อมตั้งคำถามว่าอีกฝ่ายจบปริญญาตรีหรือไม่ คลิปดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง หลายคนวิจารณ์พฤติกรรมของเธอ หลายคนพยายามวิเคราะห์สภาพจิตใจของเธอ แต่ยิ่งมองนานขึ้น ผมกลับรู้สึกว่าสิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวบุคคล คือสังคมที่ทำให้คำถามแบบนั้นสามารถหลุดออกจากปากใครสักคนได้อย่างเป็นธรรมชาติ คนคนหนึ่งต้องเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน ถึงเชื่อว่าปริญญาสามารถใช้วัดคุณค่าของมนุษย์ได้ คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเธอ แต่อยู่ในสังคมที่เราทุกคนเติบโตมาด้วยกัน
จริง ๆ หากเป็นเพียงข่าวเดียว เราอาจมองว่าเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลของคนคนหนึ่ง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านั้นแต่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สังคมไทยต้องอึ้งกับคลิปหลุดอีกกรณีที่สะท้อนโครงสร้างความคิดแบบเดียวกัน เมื่อคลิปเสียงการประชุมของผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยถูกเผยแพร่ออกมา พร้อมบทสนทนาที่มีการถามผู้ใต้บังคับบัญชาว่าจบการศึกษาจากที่ใด ก่อนจะตามมาด้วยการตำหนิอย่างรุนแรงจนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง
แม้บริบทของทั้งสองเหตุการณ์จะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันอย่างน่าประหลาดคือ ทั้งคู่ต่างตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกัน นั่นคือการเชื่อว่ามนุษย์สามารถถูกจัดวางอยู่บนลำดับขั้นบางอย่างได้ และการศึกษา ตำแหน่ง หรือสถานะทางสังคม คือเครื่องมือที่ใช้บอกว่าคนคนหนึ่งควรได้รับความเคารพมากน้อยเพียงใด เมื่อเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นทั้งในร้านสะดวกซื้อและในห้องประชุมของหน่วยงานรัฐ คำถามจึงอาจไม่ใช่ว่าใครผิดหรือใครถูก แต่คือเหตุใดวิธีคิดแบบนี้จึงปรากฏอยู่ในทุกระดับของสังคมไทย ตั้งแต่ชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ไปจนถึงองค์กรที่มีอำนาจบริหารประเทศ
ก็ตั้งแต่เด็ก เราถูกสอนให้เชื่อว่าชีวิตคือการแข่งขันรูปแบบหนึ่ง โรงเรียนดีดีกว่าโรงเรียนธรรมดา มหาวิทยาลัยดังดีกว่ามหาวิทยาลัยทั่วไป งานบริษัทใหญ่ดีกว่างานบริษัทเล็ก เงินเดือนสูงดีกว่าเงินเดือนต่ำ บ้านหลังใหญ่ดีกว่าบ้านหลังเล็ก ทุกช่วงวัยของชีวิตเต็มไปด้วยการจัดลำดับ และเมื่อการจัดลำดับดำเนินต่อเนื่องยาวนานพอ มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากการแข่งขันให้กลายเป็นระบบคุณค่าที่คนจำนวนมากเชื่อโดยไม่รู้ตัว ทางทฤษฎีเราอาจพูดกันว่า "คนเราเท่ากัน" แต่ในชีวิตจริง เรากลับถามกันเสมอว่าเรียนจบที่ไหน ทำงานอะไร เงินเดือนเท่าไร ขับรถอะไร หรืออาศัยอยู่ย่านไหน คำถามเหล่านี้ดูเหมือนเป็นการสนทนาทั่วไป แต่ลึกลงไป มันคือ การประเมินสถานะทางสังคมของอีกฝ่ายอย่างเงียบ ๆ สังคมไทยไม่ได้เพียงยกย่องความร่ำรวยเท่านั้น แต่หลายครั้งยังผูกความร่ำรวยเข้ากับความดีงามทางศีลธรรมด้วย คนรวยมักได้รับการปฏิบัติราวกับเป็นคนที่มีความสามารถมากกว่า ขยันมากกว่า ฉลาดกว่า หรือแม้กระทั่งมีเหตุผลมากกว่าคนทั่วไป ทั้งที่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไม่ได้เป็นหลักฐานของคุณธรรมแต่อย่างใด
นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส Pierre Bourdieu (ปิแอร์ บูร์ดิเยอ) เคยอธิบายว่า อำนาจในสังคมไม่ได้มาจากเงินเพียงอย่างเดียว แต่มาจากความสามารถในการทำให้คุณค่าบางอย่างถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เมื่อคนส่วนใหญ่เชื่อว่าความสำเร็จทางเศรษฐกิจคือหลักฐานของความสามารถ คนที่มีทรัพยากรมากกว่าก็จะได้รับความชอบธรรมมากขึ้นโดยอัตโนมัติ ในสังคมแบบนี้ ความรวยจึงไม่ได้เป็นเพียงทรัพย์สิน แต่กลายเป็นทุนทางศีลธรรม คนรวยจึงถูกเชิญไปเล่าเรื่องชีวิต คนรวยถูกยกเป็นต้นแบบ คนรวยถูกขอคำแนะนำเกี่ยวกับความสำเร็จ แล้วบางครั้งสังคมก็พร้อมให้อภัยในความหยาบคาย ความเห็นแก่ตัว หรือพฤติกรรมที่ไม่น่าชื่นชมของคนมีฐานะมากกว่าคนทั่วไปเสียอีก เพราะลึก ๆ แล้ว เราถูกฝึกให้เชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจต้องมีบางอย่างที่เหนือกว่าคนอื่น
ปัญหาความเชื่อแบบนี้ทำให้เรามองไม่เห็นโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังความมั่งคั่ง เรามองเห็นแต่ผลลัพธ์ แต่ไม่เห็นต้นทุนที่แต่ละคนเริ่มต้นไม่เท่ากัน เราชื่นชมคนที่ปีนขึ้นไปถึงยอดเขา แต่ไม่เคยถามว่าบางคนเริ่มต้นจากตีนเขา ขณะที่บางคนเริ่มต้นจากครึ่งทางอยู่แล้ว ในขณะเดียวกัน คนทำงานบริการ คนขับรถส่งของ คนเก็บขยะ พนักงานร้านสะดวกซื้อ หรือแรงงานอีกจำนวนมหาศาลที่ทำให้ชีวิตประจำวันของสังคมดำเนินต่อไป กลับแทบไม่เคยได้รับการยกย่องในระดับเดียวกัน ทั้งที่คุณค่าของงานเหล่านี้ปรากฏอยู่ในชีวิตของเราทุกวัน
นี่แหละ...ความย้อนแย้งของสังคมที่หลงใหลความสำเร็จทางเศรษฐกิจ เราพูดถึงความสำคัญของคนเท่ากัน แต่กลับปฏิบัติต่อผู้คนไม่เท่ากัน เราบอกว่าเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่กลับมอบศักดิ์ศรีเพิ่มหรือลดตามรายได้ การศึกษา และสถานะทางสังคม บางทีสิ่งที่คลิปข่าวนั้นสะท้อนอาจไม่ใช่ความผิดปกติของคนคนหนึ่ง แต่อาจเป็นภาพสะท้อนของระบบคุณค่าที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมานานจนเราแทบไม่รู้ตัว
สำหรับผู้เขียนหลังจากที่ได้ดูคลิป ไม่ได้รู้สึกว่าคำถามที่น่ากังวลอาจไม่ใช่ว่าทำไมคนบางคนถึงดูถูกพนักงานร้านสะดวกซื้อ แต่คือทำไมคนจำนวนมากจึงยังเชื่อว่า การมีปริญญาสูงกว่า มีเงินมากกว่า หรือมีสถานะสูงกว่า คือเหตุผลที่เพียงพอในการมองว่าตัวเองมีคุณค่ามากกว่าคนอื่น สิ่งเหล่านี้มันอันดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่ความร่ำรวยยังคงถูกใช้เป็นหลักฐานของความดีงามทางศีลธรรม ความเหลื่อมล้ำก็จะไม่ได้อยู่แค่ในกระเป๋าเงินของผู้คน แต่อยู่ในวิธีที่เรามองและปฏิบัติต่อกันในฐานะมนุษย์ด้วยเช่นกัน
ความน่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งดูถูกพนักงานร้านสะดวกซื้อ แต่คือการที่เราสามารถเข้าใจตรรกะของเธอได้ทันทีโดยไม่ต้องมีใครอธิบาย เรามาย้อนมองตัวเองกันนะ ว่า เราเคยถามใครสักคนไหมว่าเรียนจบที่ไหน ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่นาที หรือเราเคยรู้สึกประทับใจใครบางคนทันทีเพียงเพราะตำแหน่งงานของเขาหรือไม่ และเราเคยตัดสินคนจากรถที่เขาขับ บ้านที่เขาอยู่ หรือภาษาอังกฤษที่เขาพูดได้คล่องแค่ไหนหรือเปล่า
หากคำตอบคือ ใช่ บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ผู้หญิงในคลิปเพียงคนเดียว แต่มันอาจอยู่ในระบบคุณค่าที่หล่อหลอมพวกเราทุกคน...
คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะทำอย่างไรให้คนแบบนั้นหายไปจากสังคม เพราะคนแบบนั้นเป็นเพียงผลลัพธ์ปลายทางของบางสิ่งที่ใหญ่กว่า ซึ่งโจทย์ที่ยากสำหรับคนรุ่นใหม่ คือ เราจะสร้างและเปลี่ยนแปลงสังคมแบบไหนที่เด็กคนหนึ่งจะสามารถเติบโตขึ้นมาโดยไม่เชื่อว่า ปริญญาคือศักดิ์ศรี เงินคือคุณค่า และความร่ำรวยคือหลักฐานของความเป็นคนที่ดีกว่า แล้วมันจะเป็นไปได้ไหมที่เราแต่ละคนจะเริ่มรื้อถอนความเชื่อนั้นจากตัวเองได้จริง?
