คนโสดล้นเมือง แต่ทำไมยังหาคู่ไม่เจอ

ตัวเลขจาก Bangkok Matching ชวนให้ตั้งคำถามใหม่กับปัญหาคนโสดในไทย เพราะสิ่งที่ขาดอาจไม่ใช่ "จำนวน" คนโสด แต่คือคนที่มองหาสิ่งเดียวกัน ในขณะที่แอปหาคู่และงานแมตชิ่งผุดขึ้นทุกปี คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ทำไมพื้นที่ให้เจอกันเยอะขนาดนี้ แต่คนกลับยังบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าหาคนที่ใช่ไม่เจอ

ตัวเลขที่ไม่ได้พูดถึง "จำนวน" แต่พูดถึงช่องว่าง

ผู้หญิงโสดวัยมีลูกได้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีสัดส่วนถึง 42% ขณะที่ผู้ชายโสดที่จบระดับเดียวกันมีเพียง 25.7% ต่างกันเกือบ 1.6 เท่า ตัวเลขนี้ชวนแปลกใจ เพราะประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนคนโสดเลย แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือรูปแบบของช่องว่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม หากมองในมุมสังคมวิทยา ผู้หญิงไทยเข้าถึงการศึกษาระดับสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ชายจำนวนมากยังคงกระจุกตัวอยู่ในระดับการศึกษาที่ต่ำกว่า ผลคือฝั่งหนึ่งขยับไปข้างหน้า อีกฝั่งขยับตามไม่ทัน และช่องว่างนี้เองที่ค่อยๆ กลายเป็นกำแพงกั้นการจับคู่

ประเทศที่เต็มไปด้วยคนโสด

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่ากลุ่มอายุ 15-49 ปี เป็นคนโสดถึง 40.5% ส่วนกรุงเทพมหานครมีสัดส่วนคนโสดเกินครึ่งเมืองที่ 50.4% ตัวเลขระดับเมืองที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เมืองใหญ่มักดึงดูดคนที่มีการศึกษาสูงและมีเป้าหมายชีวิตเฉพาะตัวเข้ามารวมกัน ซึ่งยิ่งทำให้เกณฑ์การเลือกคู่ในกรุงเทพฯ เข้มข้นกว่าพื้นที่อื่น คนโสดในเมืองจึงไม่ได้ขาดตัวเลือก แต่ขาดตัวเลือกที่ตรงกับสิ่งที่ตัวเองมองหาจริงๆ

แต่งงานง่าย เลิกก็ไม่ยาก

ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปี 2025 (พ.ศ. 2568) ระบุว่ามีการจดทะเบียนสมรส 275,480 คู่ ขณะที่จดทะเบียนหย่าไปแล้วถึง 139,100 คู่ เท่ากับว่าเกือบครึ่งหนึ่งของคู่ที่แต่งงานไปไม่รอด ตัวเลขนี้สะท้อนอะไรมากกว่าความรักที่ล้มเหลว มันบอกว่าการ "จับคู่ได้" กับการ "เข้ากันได้ในระยะยาว" เป็นคนละเรื่องกัน คู่จำนวนไม่น้อยอาจตัดสินใจแต่งงานภายใต้แรงกดดันด้านอายุ ครอบครัว หรือค่านิยมทางสังคม โดยที่ยังไม่ได้สำรวจกันจริงๆ ว่าเป้าหมายชีวิตของอีกฝ่ายไปทางเดียวกันหรือไม่ พอเวลาผ่านไป ช่องว่างที่เคยมองข้ามก็กลายเป็นรอยร้าวที่นำไปสู่การหย่าร้างในที่สุด

เมื่อการศึกษากลายเป็นสเปก

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ "จำนวน" คนโสดในตลาด แต่อยู่ที่ตลาดที่ไม่แมตช์กัน แต่ละฝ่ายกำลังมองหาคนละสเปก กุลชุลี ซีอีโอของ Bangkok Matching อธิบายว่าสิ่งที่แต่ละฝ่ายมองหาอาจไม่ใช่คนแบบเดียวกันอีกต่อไป เพราะการศึกษาที่สูงขึ้นมาพร้อมไลฟ์สไตล์ รายได้ และเป้าหมายชีวิตที่ต่างออกไป ผู้หญิงจบการศึกษาสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ผู้ชายจบตามไม่ทัน ทำให้คนที่ "เหมาะกัน" จริงๆ มีน้อยลง ทั้งที่คนโสดในตลาดยังมีอยู่มาก ยิ่งเมื่อคนไทยยังมักเลือกคู่ที่มีระดับการศึกษาใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะฝั่งผู้หญิงที่มักไม่มองหาคู่ที่มีการศึกษาต่ำกว่าตัวเอง ก็ยิ่งทำให้ตัวเลือกแคบลงไปอีก

พฤติกรรมแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย นักวิจัยด้านสังคมในหลายประเทศเรียกปรากฏการณ์ที่คนเลือกคู่ครองจากพื้นเพทางการศึกษาหรือฐานะใกล้เคียงกันว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการคัดกรองทางสังคม เพียงแต่ในบริบทไทย ความเร็วที่ผู้หญิงไล่ตามทันและแซงหน้าผู้ชายด้านการศึกษาในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้ช่องว่างนี้ขยายตัวเร็วกว่าที่ค่านิยมการเลือกคู่จะปรับตัวตาม พูดให้ถึงที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ต่างจาก "ชนชั้น" รูปแบบใหม่ในตลาดความรัก ที่การศึกษากลายเป็นเกณฑ์คัดกรองไม่ต่างจากที่บริษัทใช้คัดพนักงาน และเมื่อเกณฑ์นี้เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ วงของคนที่ "ผ่านเกณฑ์" ของกันและกันก็ยิ่งแคบลง

คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ "คนโสดมีเท่าไหร่" แต่เป็น "มีกี่คนที่มองหาสิ่งเดียวกันจริงๆ" เพราะต่อให้มีพื้นที่ให้เจอกันมากแค่ไหน แอปหาคู่จะดีแค่ไหน หรืองานแมตชิ่งจะจัดถี่แค่ไหน ถ้าสเปกที่แต่ละฝ่ายมองหายังคนละทางกันอยู่ ผลลัพธ์ก็คงวนอยู่ที่ "แมตช์แต่ไม่รอด" เหมือนเดิม และตราบใดที่ช่องว่างทางการศึกษาระหว่างเพศยังคงขยายตัวต่อไป ปัญหานี้ก็มีแนวโน้มจะยิ่งซับซ้อนขึ้นในอนาคต ไม่ใช่ลดลง


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Bangkok Matching. (ม.ป.ป.). วิกฤตขาดชายหญิงโสดที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกัน [เอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ที่ส่งตรงถึงกองบรรณาธิการ ไม่ปรากฏการเผยแพร่สู่สาธารณะ]
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2567). ภาวะสังคมไทย ไตรมาส 1 ปี 2567 (จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2566) อ้างถึงใน กรุงเทพธุรกิจ และ WeAreCP
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. (2569). สถิติการจดทะเบียนสมรส-หย่าของไทย ปี 2564-2568 อ้างถึงใน ประชาชาติธุรกิจ (13 กุมภาพันธ์ 2569)

Next
Next

27 สิงหาคม…คืนที่พะงันจะปาร์ตี้อีกครั้ง