You Don’t Vote, Someone Else Does

ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง มักจะมีคำพูดว่า “ไม่ไปก็ไม่ผิด มันเป็นสิทธิ” ซึ่งในแง่กฎหมายก็จริง ไม่มีใครมีสิทธิบังคับใคร และการไม่ไปเลือกตั้งไม่ได้เป็นคดีอาญาหนักอะไร แต่ในระบบเลือกตั้งของไทยก็มีผลตามมาที่เป็นรูปธรรม เช่น การเสียสิทธิทางการเมืองบางอย่างเป็นระยะเวลาหนึ่งตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเคยประกาศไว้ในการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้ยกเรื่องกฎหมายขึ้นมาขู่ผู้อ่าน เพราะแก่นของเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผิดหรือไม่ผิด แต่คือผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับสังคมและโครงสร้าง

หลายคนไม่ไปเลือกตั้ง ไม่ใช่เพราะไม่รู้เรื่องการเมือง แต่เพราะเหนื่อย เบื่อ และรู้สึกว่าเลือกไปก็เหมือนเดิม หน้าเดิม ระบบเดิม ความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างจริง ๆ ที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่าเสียงของตัวเองไม่มีความหมาย ผู้เขียนไม่ปฏิเสธความรู้สึกนี้ แต่สิ่งที่ต้องพูดให้ครบคือ ในเชิงระบบ เมื่อคนธรรมดาถอยออกจากสนาม คนที่ไม่เคยถอยคือกลุ่มที่มีผลประโยชน์ผูกกับอำนาจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายการเมืองในพื้นที่ กลุ่มทุน หรือฐานเสียงที่จัดตั้งได้ดี เพราะสำหรับเขา การเมืองคือเครื่องมือรักษาอำนาจและผลประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ

งานศึกษาด้านพฤติกรรมการเมืองจำนวนมากในวารสารรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมืองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พบแนวโน้มตรงกันว่า กลุ่มประชากรที่มีทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคมสูง มักมีอัตราการออกมาใช้สิทธิสูงกว่ากลุ่มที่รู้สึกถูกทอดทิ้งทางโครงสร้าง เมื่อคนทั่วไปไม่ไปเลือกตั้ง น้ำหนักของเสียงจากกลุ่มเดิมจึงเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงกติกาใด ๆ แม้เสียงของคนคนเดียวจะไม่เปลี่ยนผลลัพธ์ทันที แต่เมื่อการถอนตัวเกิดขึ้นในวงกว้าง มันจะทำให้โครงสร้างอำนาจเดิมแข็งแรงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ประโยคที่หลายคนใช้ปลอบใจตัวเองคือ “ไม่เลือกใครเลย ทุกคนเหมือนกันหมด” ฟังดูเหมือนเป็นกลาง แต่ในเชิงโครงสร้าง มันคือการยอมรับผลลัพธ์ที่คนอื่นตัดสินแทน ถ้าผลออกมาดี ทุกคนได้ประโยชน์รวมถึงคนที่ไม่ไปเลือกตั้ง แต่ถ้าผลออกมาแย่ คนที่ไม่ไปก็ต้องรับผลเหมือนกัน โดยไม่ได้มีอำนาจต่อรองอะไรเพิ่มขึ้น

ผู้เขียนขอพูดให้แฟร์ว่า ไม่ใช่คนรุ่นเก่าทุกคนที่นิ่งเฉย มีคนจำนวนมากที่ออกไปใช้สิทธิ ต่อสู้ เรียกร้อง และพยายามเปลี่ยนแปลงระบบมาตลอด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า เมื่อความนิ่งเฉยจำนวนมากสะสมกัน ผลกระทบของมันย่อมส่งต่อไปถึงคนที่เกิดทีหลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พอพูดถึงปัญหาคอร์รัปชัน ผู้เขียนขอวางให้ตรงหลักฐาน ดัชนี Corruption Perceptions Index ของ Transparency International วัดการรับรู้ต่อคอร์รัปชันภาคสาธารณะจากผู้เชี่ยวชาญและนักธุรกิจ ไม่ได้วัดคอร์รัปชันจริงทุกกรณี ขณะเดียวกัน งานวิจัยด้านรัฐศาสตร์หลายชิ้นพบว่า การรับรู้ว่าระบบการเมืองขาดความโปร่งใส สามารถบั่นทอนแรงจูงใจของประชาชนในการมีส่วนร่วม และทำให้การเมืองถูกครอบงำโดยกลุ่มที่จัดตั้งได้ดีมากขึ้น แม้ความสัมพันธ์นี้จะไม่ใช่เหตุและผลแบบตายตัวในทุกประเทศ แต่แนวโน้มดังกล่าวปรากฏซ้ำในหลายบริบท

บางคนมองว่าการไม่ไปเลือกตั้งคือการประท้วงระบบ ในเชิงอุดมการณ์ แนวคิดนี้มีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ในทางปฏิบัติ การถอนตัวแบบไม่ไปเลือกตั้งมักสร้างอำนาจต่อรองได้น้อยกว่าการเข้าไปใช้สิทธิและกดดันเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพราะการเลือกตั้งยังเกิดขึ้น รัฐบาลยังถูกจัดตั้ง และโครงสร้างอำนาจยังคงดำรงอยู่เหมือนเดิม ระบบไม่จำเป็นต้องตอบสนองต่อคนที่หายไป

ผู้เขียนไม่ได้บอกว่าการไปเลือกตั้งคือยาวิเศษ โครงสร้างการเมืองไทยยังมีข้อจำกัดสูง ระบบตรวจสอบยังอ่อนแอ และกติกาหลายช่วงเวลาก็ไม่เท่าเทียม แต่ยิ่งระบบมีข้อจำกัดมากเท่าไร การไม่เข้าไปมีส่วนร่วมเลยยิ่งทำให้ความไม่สมดุลนั้นแข็งแรงขึ้น เพราะแรงกดดันจากประชาชนหายไปก่อน

ในท้ายที่สุด คำถามว่า “ไม่ไปเลือกตั้งผิดไหม” ถ้าตอบในทางกฎหมายมันตอบได้ไม่ยาก แต่ถ้าตอบในทางสังคม มันคือคำถามเรื่องความรับผิดชอบร่วม การไม่ใช้สิทธิในวันนี้คือการยอมรับผลลัพธ์ที่คนอื่นตัดสินแทนมากขึ้น และเมื่อพฤติกรรมแบบนี้สะสมเป็นจำนวนมาก ภาระของระบบที่ไม่ถูกแก้ก็จะถูกส่งต่อไปให้คนรุ่นถัดไป ทั้งที่เขาไม่ได้เป็นคนสร้างมันตั้งแต่ต้น

เรื่องแบบนี้ไม่ควรถามใคร ถ้าคุณมองไกลไม่ใช่แค่ตัวเอง


Previous
Previous

Age Is Not Your Personality

Next
Next

When Diamonds Become a Social Language