The Professional Face of Old Power

ในประเทศที่ทุนขนาดใหญ่ยังผูกพันกับรัฐอย่างแนบแน่น คำว่า “ธุรกิจ” ไม่เคยเป็นเรื่องของตลาดล้วน ๆ และคำว่า “การบริหาร” ก็ไม่เคยเป็นเรื่องของประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว มันคือพื้นที่ทับซ้อนระหว่างเงิน นโยบาย ที่ดิน ใบอนุญาต และเครือข่ายอำนาจที่มองไม่เห็นบนกระดาษงบการเงิน และในสมการแบบนี้ ผู้นำองค์กรจึงไม่ได้ถูกคัดเลือกจากความสามารถทางธุรกิจอย่างเดียว แต่จากความสามารถในการทำให้ทุนกับอำนาจรัฐอยู่ในห้องเดียวกันได้โดยไม่ทำให้ใครรู้สึกอึดอัดเกินไป

นี่คือเหตุผลที่ภาพของ “ผู้นำมืออาชีพ” มีความสำคัญทางการเมืองพอ ๆ กับความสำคัญทางธุรกิจ ไม่ใช่ผู้นำที่พูดเสียงดัง ไม่ใช่คนที่มีคาแรกเตอร์แรง แต่คือคนที่ดูสุภาพ สุขุม เป็นสากล ใช้ภาษาของข้อมูลและการพัฒนา และสามารถอธิบายการเคลื่อนทุนขนาดใหญ่ให้ฟังเหมือนเป็นเรื่องของความจำเป็นทางเศรษฐกิจ มากกว่าการตัดสินใจของผู้ถือครองทรัพย์สิน

ในสังคมแบบนี้ ภาพลักษณ์ไม่ใช่เรื่องผิวเผิน แต่มันคือส่วนหนึ่งของกลไกการบริหารอำนาจ และเมื่อเรามองผ่านเลนส์นี้ เราจะเริ่มเห็นว่าผู้นำบางคนไม่ได้ถูกดึงขึ้นมาบนเวทีเพราะเขาเก่งที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่เพราะเขาเหมาะสมที่สุดกับจังหวะของโครงสร้างในช่วงเวลานั้น

ผู้นำลักษณะนี้มักจะปรากฏตัวในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อขององค์กรที่มีทรัพย์สินจำนวนมากและมีประวัติยาวนาน วันที่องค์กรต้องรื้อของเก่าเพื่อสร้างโครงการขนาดยักษ์ วันที่ต้องขยับจากธุรกิจบริการไปสู่เกมอสังหาริมทรัพย์ หรือวันที่ต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์จากกิจการครอบครัวไปสู่ความเป็นสากล ทุกการเปลี่ยนผ่านแบบนี้ต้องการทั้งความกล้าและความนิ่ง และความนิ่งนั้นหมายถึงการรู้ว่าอะไรควรพูด และอะไรควรเก็บไว้หลังฉาก ยิ่งในโครงสร้างของธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ ตำแหน่งผู้นำสูงสุดอาจไม่ได้หมายถึงอำนาจสูงสุด บทบาทของมืออาชีพในตำแหน่งนั้นจึงไม่ใช่การเป็นเจ้าของเรื่องราว แต่เป็นผู้จัดการจังหวะของการเปลี่ยนผ่านในนามของโครงสร้างที่มีอยู่ก่อนแล้ว เขาอาจเป็นคนตัดสินใจในระดับปฏิบัติการ แต่ทิศทางเชิงทรัพย์สินยังคงถูกกำหนดจากอีกที่หนึ่ง และนั่นทำให้ความสามารถในการบริหารกลายเป็นเครื่องมือของความต่อเนื่อง มากกว่าการเปลี่ยนสมดุลอำนาจ

ภาษาของข้อมูลมีพลังในจุดนี้ มันทำให้การรื้อถอนกลายเป็นการรีแบรนด์ ทำให้การกระจุกทรัพย์สินดูเหมือนการพัฒนาเมือง และทำให้การตัดสินใจที่กระทบคนจำนวนมากกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อความยั่งยืนในระยะยาว เมื่อทุกอย่างถูกเล่าผ่านกรอบของเหตุผลและประสิทธิภาพ คำถามเรื่องความเหลื่อมล้ำหรือผลกระทบทางสังคมไม่ได้หายไป แต่มันถูกเลื่อนไปอยู่ข้างหลัง และเราถูกชวนให้โฟกัสกับเส้นกราฟมากกว่าชีวิตที่อยู่ใต้เส้นนั้น แต่กลไกนี้จะทำงานไม่ได้เลย หากสังคมไม่พร้อมจะมอบความเชื่อถือให้กับภาพลักษณ์ของผู้นำแบบนี้ เราชื่นชมความสุขุม ความเป็นมืออาชีพ และการพูดด้วยข้อมูล จนเผลอเชื่อว่าถ้าใครสักคนดูเก่งและดูดี เขาก็น่าจะยืนอยู่ฝั่งที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์โดยอัตโนมัติ

ความคาดหวังแบบนี้ทำให้เราจับจ้องที่บุคคล มากกว่ามองไปที่โครงสร้าง และทำให้การวิจารณ์เชิงระบบถูกแทนที่ด้วยการสร้างฮีโร่หรือแอนตี้ฮีโร่เป็นรายคน ซึ่งง่ายต่อการเสพ ง่ายต่อการถกเถียง แต่ไม่เคยแตะถึงคำถามว่าใครเป็นเจ้าของทรัพยากร ใครกำหนดกติกา และใครเป็นคนแบกรับผลกระทบจริง ๆ ในจังหวะที่สังคมโฟกัสอยู่กับภาพหน้าฉาก เกมหลังเวทีก็เดินต่อไปอย่างเงียบ ๆ เพราะทันทีที่การลงทุนพึ่งพาที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน ใบอนุญาต และนโยบายรัฐ เกมก็กลายเป็นเกมการเมืองโดยอัตโนมัติ และในเกมการเมืองแบบไทย การมีคนของตระกูลออกหน้าตรง ๆ ไม่ได้เป็นทางเลือกที่ฉลาดเสมอไป

การดึงคนนอกที่มีภาพลักษณ์สะอาดและเป็นมืออาชีพเข้ามายืนหน้าฉากจึงกลายเป็นกลยุทธ์ที่ได้ทั้งความชอบธรรมและความคล่องตัวในการเจรจา คนนอกในที่นี้ไม่ใช่คนนอกระบบ แต่คือคนนอกสายเลือด คนนอกตระกูล ที่พูดภาษาเดียวกับนักลงทุน และสื่อสารกับรัฐด้วยภาษาของนโยบายและการพัฒนา มากกว่าภาษาของผลประโยชน์ตรง ๆ และที่สำคัญที่สุด คนนอกแบบนี้เปลี่ยนตัวได้เมื่อจังหวะของเกมเปลี่ยน

เมื่อเกมเดินมาถึงจุดหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่เราคิดคือการที่เจ้าของตัวจริงค่อย ๆ กลับเข้ามาใกล้เวทีอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะผู้ชม แต่ในฐานะผู้กำกับ หลังจากช่วงเวลาที่ต้องใช้คนนอกเป็นเกราะกันแรงปะทะได้ผ่านพ้นไปแล้ว

ในหลายองค์กร คนนอกถูกดึงเข้ามาในวันที่ต้องตัดสินใจยาก ต้องเผชิญแรงต้านจากสังคม ต้องรีแบรนด์ ต้องรื้อ ต้องกู้ ต้องเสี่ยง และต้องรับบทเป็นคนพูดแทนระบบในช่วงที่ความไม่แน่นอนสูงที่สุด แต่เมื่อโครงการหลักเริ่มนิ่ง โครงสร้างการเงินเริ่มเสถียร และภาพลักษณ์ขององค์กรถูกจัดวางใหม่เรียบร้อยแล้ว น้ำหนักของคำว่า “มืออาชีพจากภายนอก” ก็เริ่มหมดความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์

จากจุดนั้น สิ่งที่ตามมาคือการเคลื่อนกลับของอำนาจแบบเงียบ ๆ ไม่ต้องมีดราม่า ไม่ต้องมีข่าวใหญ่ แค่ค่อย ๆ เปลี่ยนสมดุลในบอร์ด เปลี่ยนโครงสร้างการตัดสินใจ และทำให้บทบาทของคนนอกกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักร มากกว่าจะเป็นคนกำหนดทิศทาง มันไม่ใช่การขับไล่ แต่คือการทวงคืนพื้นที่ในความหมายของการกลับมาคุมจังหวะด้วยมือของเจ้าของอีกครั้ง

และนี่คือเหตุผลที่คำว่า “ตัวแทนชั่วคราว” ไม่ได้หมายถึงการไม่มีคุณค่า แต่มันหมายถึงการถูกใช้งานตามจังหวะของโครงสร้าง ไม่ใช่ตามวิสัยทัศน์ส่วนบุคคล ต่อให้เก่งแค่ไหน ต่อให้สร้างภาพลักษณ์ให้ระบบได้มากแค่ไหน เมื่อสมดุลอำนาจพร้อมจะกลับสู่มือเดิม บทบาทของคนนอกก็ย่อมถูกปรับให้เล็กลงโดยไม่ต้องมีคำอธิบาย

ในเกมแบบนี้ สิ่งที่ถาวรไม่ใช่ตำแหน่ง ไม่ใช่ชื่อเสียง และไม่ใช่ความนิยม แต่คือสิทธิในการถือครองทรัพย์สินและการกำหนดทิศทางทุน ซึ่งยังคงวนกลับไปหากลุ่มเดิมเสมอเมื่อความเสี่ยงลดลง นี่คือความจริงที่ทำให้ภาพของผู้นำมืออาชีพในสังคมไทยดูน่าเศร้า ไม่ใช่เพราะเขาไม่เก่ง หรือไม่มีความตั้งใจดี แต่เพราะพื้นที่ที่เปิดให้เขาใช้ความสามารถนั้นถูกออกแบบมาให้มีขอบเขตตั้งแต่ต้น และเมื่อถึงวันที่เจ้าของพร้อมจะกลับมาอยู่หน้าฉากอีกครั้ง บทบาทของมืออาชีพก็จะถูกจัดวางใหม่โดยอัตโนมัติ

ถ้าเรายังไม่กล้าตั้งคำถามกับโครงสร้างที่ทำให้การทวงคืนเป็นเรื่องปกติ ความเปลี่ยนแปลงที่เราจะได้เห็นก็จะเป็นเพียงการเปลี่ยนคนยืนบนเวที ไม่ใช่การเปลี่ยนบทที่ถูกเล่นซ้ำมาแล้วนับไม่ถ้วน คำถามจึงไม่ใช่ว่าผู้นำคนนี้เหมาะจะเป็นต้นแบบหรือไม่ แต่คือระบบแบบไหนที่ทำให้คนเก่งจำนวนมากต้องเรียนรู้วิธีพูดให้นุ่มลง มากกว่าพูดความจริงให้ดังขึ้น และถ้าเวทียังถูกออกแบบมาแบบเดิม คนที่ยืนอยู่บนเวทีก็จะเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ แต่จังหวะของเรื่องจะยังคงถูกเขียนด้วยมือเดิม

ถ้าเรายังอยากเห็นสังคมที่ความสามารถไม่ได้ถูกใช้แค่เพื่อทำให้ทุนเดิมดูดีขึ้น แต่ถูกใช้เพื่อขยับสมดุลของโอกาส จุดเริ่มต้นอาจไม่ใช่การเปลี่ยนตัวแสดง แต่คือการตั้งคำถามกับฉากทั้งฉาก รวมถึงสายตาของเราเองว่า เรากำลังเชื่อในภาพลักษณ์เพราะมันปลอบใจเรา หรือเพราะมันพาเราเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น และเลือกจะไม่ปล่อยให้คำถามนั้นเงียบต่อไป


Previous
Previous

Valentino Refused to Enter the Feed

Next
Next

ON YOUR OWN WINGS