Honesty Becomes a Risk

เราไม่ได้เติบโตมากับคนโกหกแบบเห็นชัดตั้งแต่แรก แต่เราเติบโตมากับสังคมที่ค่อย ๆ สอนให้ “ไม่ตรงไปตรงมา” อย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่ยังเด็ก เราเริ่มเห็นว่าใครพูดตรงมักถูกมองว่าแรง ใครถามมากมักถูกมองว่าเรื่องเยอะ ใครเลือกเงียบและพูดเฉพาะสิ่งที่ไม่กระทบใครมักถูกชมว่าเป็นเด็กดี เป็นเด็กฉลาด เป็นเด็กที่รู้จักวางตัว เราไม่ได้ถูกสอนให้โกหก แต่เราถูกสอนให้พูดเฉพาะสิ่งที่ปลอดภัย และเก็บสิ่งที่อาจทำให้คนอื่นอึดอัดไว้กับตัวเอง พฤติกรรมแบบนี้ถูกให้รางวัลซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่ต้องมีใครอธิบายเป็นคำพูด จนเราซึมซับว่าความจริงไม่จำเป็นต้องพูดทั้งหมด ความจริงที่ควรพูดคือความจริงที่ไม่สร้างปัญหา

พอโตขึ้นในโลกการทำงาน บทเรียนนี้ยิ่งชัดขึ้นไปอีก เราเห็นคนที่ประคองบรรยากาศเก่งไปได้ไกลกว่าคนที่ชี้ปัญหาตรงจุด เราเห็นคนที่พูดสวย พูดนิ่ม พูดให้ทุกฝ่ายสบายใจได้รับโอกาสมากกว่าคนที่พูดตรงแม้จะหวังดีเหมือนกัน เมื่อผลลัพธ์ออกมาแบบนี้ซ้ำ ๆ เราก็เรียนรู้เองว่าการไม่ตรงไปตรงมาบางระดับคือทักษะการเอาตัวรอด ไม่ใช่ข้อบกพร่องทางศีลธรรม เราเริ่มเลือกเล่าแค่บางส่วน เก็บบางเรื่องไว้เงียบ ๆ ทำเป็นไม่เห็นบางอย่าง ทั้งที่ในใจรู้ดีว่ามันไม่ถูกต้องนัก แต่ก็ปลอบตัวเองว่า ถ้าพูดไปมันจะยุ่ง จะเสีย จะพังมากกว่าได้

สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากความเลว แต่มันเกิดจากความกลัว กลัวเสียงาน เสียรายได้ เสียความสัมพันธ์ เสียโอกาส เสียภาพลักษณ์ ในสังคมที่ความมั่นคงไม่ได้แจกให้ทุกคนเท่า ๆ กัน ความตรงไปตรงมาจึงกลายเป็นของแพงโดยอัตโนมัติ คนที่มีต้นทุนชีวิตสูงอาจกล้าพูดมากกว่า แต่คนส่วนใหญ่ต้องคิดหลายรอบก่อนจะพูดความจริงครบถ้วน เราจึงอยู่ในประเทศที่เต็มไปด้วยคนดี มีเจตนาดี แต่เลือกไม่ตรงไปตรงมาเพราะมันปลอดภัยกว่า

เมื่อการไม่ตรงไปตรงมาในเรื่องเล็ก ๆ ไม่เคยถูกตั้งคำถาม มันก็จะค่อย ๆ ขยายพื้นที่ของมันออกไปเรื่อย ๆ จากการไม่พูดหมดในที่ประชุม จากการปล่อยผ่านเรื่องไม่แฟร์เล็กน้อย จากการใช้เส้นเล็ก ๆ เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้น จากการทำเป็นไม่รู้เมื่อเห็นความไม่ถูกต้องใกล้ตัว สิ่งเหล่านี้ไม่เคยถูกเรียกว่าปัญหา มันถูกเรียกว่าเข้าใจโลก เป็นผู้ใหญ่ เป็นคนอยู่เป็น จนวันหนึ่งเราหันกลับมาดูอีกที ก็เริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าเส้นแบ่งระหว่างความยืดหยุ่นกับความไม่ซื่อสัตย์อยู่ตรงไหน

เราด่าการคอร์รัปชันในข่าวด้วยความโกรธจริง แชร์จริง วิจารณ์จริง แต่ในชีวิตประจำวัน เรากลับอยู่ร่วมกับพฤติกรรมแบบเดียวกันในขนาดที่เล็กกว่าอย่างสงบ เราไม่ชอบนักการเมืองโกง แต่ไม่กล้าท้วงเพื่อนที่ลัดคิว เรารังเกียจการเอื้อประโยชน์มหาศาล แต่เฉยกับการช่วยกันข้ามขั้นตอนเล็ก ๆ เพราะมันไม่อยากมีเรื่องและไม่อยากเดือดร้อน เราแยกเรื่องใหญ่กับเรื่องเล็กออกจากกัน เพื่อให้ตัวเองยังรู้สึกว่าเป็นคนดีได้ ทั้งที่ในเชิงวัฒนธรรม มันคือรากเดียวกัน คือการยอมรับความไม่ตรงไปตรงมาเป็นเรื่องปกติ

ระบบแบบนี้ไม่ได้สร้างคนเลว แต่มันสร้างคนที่ปรับตัวเก่ง คนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรพูดเต็ม เมื่อไหร่ควรพูดครึ่งเดียว เมื่อไหร่ควรเงียบ และคนแบบนี้คือคนที่อยู่รอดได้ดีที่สุดในระบบนี้ จนวันหนึ่งเราจะเริ่มไม่แน่ใจว่าเราเปลี่ยนไปเพราะโตขึ้น หรือเพราะเราชินกับการไม่ตรงไปตรงมามากเกินไป เราไม่ได้โกหกมากขึ้น เราแค่จัดการความจริงได้เก่งขึ้น และรู้สึกผิดน้อยลง

การพูดถึงปัญหานี้จึงไม่ใช่การด่าคนอื่นว่าไม่ดี แต่มันคือการหันกลับมามองแรงจูงใจของตัวเองและของสังคมว่า เรากำลังทำให้ความตรงไปตรงมากลายเป็นภาระหรือไม่ เรากำลังทำให้คนที่พูดความจริงต้องจ่ายแพงกว่าคนที่ประคองภาพหรือเปล่า และเรากำลังส่งสัญญาณอะไรให้เด็กรุ่นถัดไปเห็นผ่านพฤติกรรมของเราเองทุกวัน

การเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้เริ่มจากนโยบายใหญ่โตหรือคำประกาศสวยหรู แต่มันอาจเริ่มจากเรื่องเล็กมากในชีวิตจริง กล้าพูดให้ครบขึ้นอีกนิดในที่ประชุม กล้ายอมรับความผิดแทนการกลบเกลื่อน กล้าปฏิเสธงานที่ไม่แฟร์แม้จะเสียเปรียบ กล้าหยุดอวยในสิ่งที่ไม่เชื่อจริง แม้มันจะทำให้ไม่สบายใจบ้าง เพราะทุกครั้งที่เราเลือกตรงไปตรงมาในเรื่องเล็ก ๆ เรากำลังดึงมาตรฐานของสังคมกลับขึ้นมาอีกนิดโดยไม่ต้องประกาศตัวเป็นฮีโร่

คำถามว่า ประเทศนี้จะเลิกไม่ตรงไปตรงมาได้เมื่อไหร่ ไม่ใช่คำถามทิ้งท้าย แต่อยากให้พวกเราคิดว่า พรุ่งนี้ ในการตัดสินใจธรรมดา ๆ ของเราเอง เราจะเลือกพูด เลือกทำ เลือกรับผิดแบบตรงไปตรงมาขึ้นได้แค่ไหน เพราะถ้าเราไม่เริ่มจากตรงนี้ วัฒนธรรมการไม่ตรงไปตรงมาก็จะถูกส่งต่อไปเรื่อย ๆ อย่างเงียบ ๆ และวันหนึ่งเราจะไม่รู้แล้วว่า เราต่างจากสิ่งที่เราเคยวิจารณ์ตรงไหนเลย


Next
Next

Restaurants Stop Trying to Please Everyone