Choosing Corruption!!!

ประโยค “ไม่กลัวคอร์รัปชัน แต่กลัวสิ้นชาติ” ไม่ได้เป็นเพียงความเห็นทางการเมืองของใครบางคน แต่มันสะท้อนกรอบความคิดของคนจำนวนมากในสังคมไทย ที่จัดลำดับความสำคัญใหม่ให้การทุจริตกลายเป็นความเสียหายที่พอรับได้ ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างถูกยกระดับให้เป็นภัยต่อประเทศ

ถ้าแปลประโยคนี้อย่างตรงไปตรงมา มันกำลังบอกว่า การเลือกนักการเมืองที่มีประวัติทุจริตไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ตราบใดที่เขายังอยู่ในฝั่งที่ถูกมองว่าปลอดภัยต่อชาติ มากกว่าทางเลือกใหม่ที่เสนอการรื้อระบบ แม้ว่าทางเลือกใหม่นั้นจะมาพร้อมนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันก็ตาม

นี่ไม่ใช่ความคิดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มันคือผลลัพธ์ของการเมืองที่ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือมาอย่างต่อเนื่อง

ในสังคมที่ผ่านประสบการณ์ความไม่มั่นคงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางการเมือง หรือการเปลี่ยนนโยบายแบบฉับพลัน ภาพจำของคำว่าการเปลี่ยนแปลงจึงถูกผูกเข้ากับความเสี่ยงและความวุ่นวาย ขณะที่ระบบเดิม แม้จะเต็มไปด้วยปัญหา ก็ยังถูกมองว่าอย่างน้อยสามารถคาดเดาได้

เมื่อกรอบคิดนี้ฝังแน่น คนจำนวนมากจึงเริ่มมองว่าความเสียหายจากการโกงเป็นสิ่งที่คำนวณได้ รู้ว่ามันรั่วไหลประมาณไหน ส่งผลต่อชีวิตตัวเองอย่างไร แต่ความเสียหายจากการเปลี่ยนโครงสร้างเป็นสิ่งที่คำนวณไม่ได้ และสิ่งที่คำนวณไม่ได้มักน่ากลัวกว่าเสมอ

ตรงนี้เองที่การยอมรับคอร์รัปชันเริ่มกลายเป็นความสมเหตุสมผลในสายตาของสังคม

วาทกรรมเรื่อง “สิ้นชาติ” ทำหน้าที่เปลี่ยนสนามการถกเถียง จากเรื่องนโยบาย ประสิทธิภาพ และความโปร่งใส ไปสู่เรื่องความภักดีและความชอบธรรมทางศีลธรรม ใครก็ตามที่ถูกจัดให้อยู่ฝั่งปกป้องชาติ ต่อให้มีปัญหาทุจริต ก็ยังถูกมองว่าเลวแบบพอรับได้ ขณะที่ใครถูกจัดให้อยู่ฝั่งคุกคามชาติ ต่อให้นโยบายตรวจสอบเข้มข้น ก็ถูกมองว่าน่ากลัว

ในบริบทเดียวกัน ยังมีวาทกรรมอีกชุดที่ทำงานคู่กันมาอย่างยาวนาน คือประโยคในทำนองว่า “ปากบอกรักในหลวง แต่เลือกพรรคที่บ่อนทำลายประเทศ” ซึ่งถูกใช้เพื่อผูกความจงรักภักดีต่อสถาบันเข้ากับการเลือกข้างทางการเมืองแบบตายตัว

วาทกรรมนี้ไม่ได้ทำงานด้วยเหตุผลเชิงนโยบาย แต่มันทำงานด้วยการสร้างเส้นแบ่งทางศีลธรรม ใครเลือกผิดข้างจึงไม่ใช่แค่คิดต่าง แต่ถูกตีตราว่าเป็นผู้บ่อนทำลาย เป็นภัยต่อชาติ เป็นคนที่ศีลธรรมบกพร่อง

ปัญหาคือ ความจงรักภักดีต่อสถาบันกับการเลือกนักการเมืองที่มีประวัติทุจริต ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกัน และไม่ควรถูกบังคับให้เป็นเรื่องเดียวกันด้วย การอ้างความภักดีเพื่อปกป้องระบบที่ทำให้รัฐอ่อนแอ ปล่อยให้เงินภาษีรั่ว ปล่อยให้กลไกตรวจสอบล้มเหลว และปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำขยายตัว คือการใช้สถาบันเป็นเกราะกำบังให้ความล้มเหลวของรัฐ มากกว่าการปกป้องประเทศในความหมายที่แท้จริง

เมื่อมีพรรคการเมืองหนึ่งเสนอการปฏิรูปกองทัพ ระบบยุติธรรม โครงสร้างงบประมาณ และกลไกตรวจสอบอำนาจ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การถกเถียงเชิงนโยบายอย่างจริงจัง แต่คือความพยายามทำให้พรรคนี้ถูกมองว่าเป็นภัย ผ่านภาษา สัญลักษณ์ และการสื่อสารเชิงอารมณ์

การเปลี่ยนจากการโต้แย้งด้วยเหตุผล ไปสู่การสร้างความหวาดกลัว คือหัวใจของการเมืองแบบรักษาอำนาจเดิม

โครงสร้างความคิดแบบ “ทนโกงดีกว่าเสี่ยงเปลี่ยน” มีฐานรองรับจากสภาพชีวิตของคนจำนวนมากที่เปราะบางทางเศรษฐกิจ รายได้ไม่มั่นคง มีหนี้ และขาดหลักประกันจากรัฐ ในสถานการณ์ที่ผิดพลาดไม่ได้ การเมืองที่สัญญาความนิ่ง แม้จะไม่สมบูรณ์ ก็ยังน่าดึงดูดกว่าการเมืองที่สัญญาการรื้อระบบ

วาทกรรมความมั่นคงจึงไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ แต่มันฝังอยู่ในประสบการณ์จริงของผู้คน และถูกใช้เป็นฐานสนับสนุนระบบที่เปิดช่องให้การโกงดำรงอยู่ต่อไป

ปัญหาคือ ความมั่นคงที่แลกมากับการยอมรับคอร์รัปชัน เป็นความมั่นคงที่บ่อนทำลายตัวเองในระยะยาว ไม่ว่างบประมาณที่รั่วไหล ทำให้รัฐขาดทรัพยากรพัฒนาบริการสาธารณะ ระบบอุปถัมภ์ ปิดกั้นคนเก่ง กฎหมายสองมาตรฐาน ทำให้ความยุติธรรมเสื่อมความหมาย การผูกขาด ทำให้เศรษฐกิจอ่อนแรง ซึ่งผลลัพธ์คือเราจะได้รัฐที่อ่อนแอ และสังคมที่เลิกคาดหวังกับระบบ

นี่คือการสิ้นชาติในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ในเชิงวาทกรรม

เมื่อการทุจริตถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ มาตรฐานของสังคมจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป ผู้คนหยุดตั้งคำถามกับอำนาจ หยุดคาดหวังความโปร่งใส และเริ่มคิดเพียงว่าจะเอาตัวรอดในระบบที่ไม่เป็นธรรมอย่างไร จากสังคมของพลเมือง กลายเป็นสังคมของผู้ปรับตัว จากสังคมที่เรียกร้อง กลายเป็นสังคมที่ยอมจำนน

ผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสธว่าการเปลี่ยนแปลงมีความเสี่ยง แต่ระหว่างความเสี่ยงจากการพยายามแก้ระบบ กับความเสียหายแน่นอนจากการปล่อยให้ระบบโกงดำรงอยู่ต่อไป อะไรทำลายอนาคตมากกว่ากัน คือคำถามที่ควรถูกถามอย่างตรงไปตรงมา การเลือกนักการเมืองที่มีปัญหาทุจริต เพราะกลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ความรอบคอบ แต่คือการผลักภาระไปให้คนรุ่นถัดไป

การรักชาติไม่ใช่การปกป้องสิ่งที่คุ้นเคยที่สุด แต่คือการปกป้องโอกาสและศักดิ์ศรีของคนส่วนใหญ่จากการถูกปล้นอย่างเป็นระบบ

ถ้าผู้อ่านเชื่อว่าชาติสำคัญจริง คำถามจึงไม่ใช่ว่าใครดูปลอดภัยกว่า แต่คือใครทำให้การโกงต้องมีต้นทุน ใครทำให้รัฐเข้มแข็ง และใครทำให้ความยุติธรรมไม่ใช่แค่คำสวย ๆ เพราะวันที่สังคมยอมรับตรรกะว่า “โกงได้ ถ้ากันสิ่งที่กลัว” วันนั้นนักการเมืองทุกฝ่ายจะเรียนรู้บทเรียนเดียวกัน คือไม่ต้องซื่อสัตย์ ขอแค่บริหารความกลัวให้เก่งพอ และเมื่อถึงจุดนั้น การสิ้นชาติจะไม่ต้องมีใครประกาศ มันจะเกิดขึ้นเงียบ ๆ ผ่านงบที่หาย ผ่านโอกาสที่หด ผ่านคนรุ่นใหม่ที่หมดศรัทธา และผ่านสังคมที่เลิกเชื่อว่าความดีควรเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของอำนาจ

คำถามสุดท้ายที่ผู้เขียนอยากฝากไว้กับผู้อ่านคือ เรากำลังปกป้องประเทศจากความเสี่ยงในจินตนาการ หรือกำลังยอมให้ประเทศถูกทำลายด้วยความเสียหายจริงทุกวัน และเราจะเรียกการเลือกแบบนี้ว่าความรักชาติได้อีกนานแค่ไหน


Previous
Previous

When Diamonds Become a Social Language

Next
Next

From Storefront to Ecosystem: BONIA’s Retail Strategy