Stranger Things and the Myth of Security

บทความชิ้นนี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อรีวิว Stranger Things และไม่ได้ตั้งใจจะพาคุณย้อนกลับไปคิดถึงจักรยาน เสียงเพลงยุค 80s หรือความสนุกของซีรีส์ที่โลกคุ้นเคย แต่ถูกเขียนขึ้นเพื่อใช้ Stranger Things เป็นเครื่องมือในการมองโลกปี 2026 โลกที่รัฐยังคงใช้อำนาจผ่านความรู้ โลกที่วิทยาศาสตร์ยังถูกทำให้เป็นอาวุธ และโลกที่ภาระของความล้มเหลวยังตกอยู่กับเด็ก ผู้หญิง และคนที่ไม่มีเสียงมากพอ ถ้าคุณกำลังเปิดเล่มนี้ด้วยความคาดหวังว่าจะได้อ่านอะไรเบา ๆ นี่อาจไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่คุณสบายใจนัก แต่ถ้าคุณพร้อมจะใช้วัฒนธรรมป๊อปเป็นกระจกสะท้อนโครงสร้างอำนาจ นี่คือหน้าที่บทความชิ้นนี้ตั้งใจจะทำ

Stranger Things ไม่ได้เริ่มจากมิตรภาพ แต่มันเริ่มจากรัฐ รัฐที่เชื่อว่าความรู้คืออำนาจ และอำนาจไม่จำเป็นต้องอธิบาย Hawkins Lab ไม่ใช่พื้นที่ทดลองในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่คือรูปธรรมของรัฐสมัยใหม่ที่เอาวิทยาศาสตร์ออกจากศีลธรรมแล้วผูกมันเข้ากับโครงสร้างแบบทหาร ความรู้ในที่แห่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเข้าใจโลก แต่มีไว้เพื่อควบคุมโลก ทุกการทดลองถูกประเมินด้วยคำถามเดียวคือเอาไปใช้ได้หรือไม่ ไม่ใช่ควรหรือไม่ควร เมื่อวิทยาศาสตร์ถูกทำให้รับใช้ความมั่นคง ความรับผิดชอบต่อชีวิตจึงกลายเป็นเรื่องรอง และมนุษย์ก็ถูกลดสถานะลงเป็นทรัพยากรที่บริหารจัดการได้

Eleven คือผลผลิตที่บริสุทธิ์ที่สุดของโครงสร้างนี้ เด็กที่ไม่เคยถูกมองว่าเป็นเด็ก ร่างกายของเธอไม่เคยเป็นของเธอ แต่เป็นของโครงการ เป็นพื้นที่ทดลอง เป็นทรัพย์สินของรัฐ รัฐไม่ได้ต้องการฆ่าเธอ เพราะการฆ่าคือการสูญเสียทรัพยากร รัฐเลือกจัดการชีวิตแทน ควบคุมการกิน การนอน การกลัว การเชื่อฟัง นี่คือ biopolitics ที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรงแบบเลือดสาด แต่ออกแบบชีวิตทั้งชีวิตจากภายนอก Eleven ไม่เคยมีสิทธิ์ถามว่าอยากใช้พลังหรือไม่ เพราะในโครงสร้างนี้ ความอยากไม่เคยถูกนับเป็นข้อมูล

แม้ในวันที่ Eleven หลุดออกมาจากห้องทดลอง ร่างกายของเธอก็ยังไม่เป็นอิสระจริง ๆ ความเงียบ การพูดไม่เป็นภาษา การไม่แน่ใจว่าตัวเองมีคุณค่าโดยไม่ต้องมีพลังหรือไม่ คือเศษซากของรัฐที่ติดตามเธอออกมาสู่โลกภายนอก Stranger Things ไม่ได้ปลอบใจผู้ชมว่าบาดแผลจะหายง่าย ๆ แต่มันทำให้เห็นว่าการควบคุมชีวิตไม่จบลงเมื่อประตูถูกเปิด แต่มันฝังอยู่ในเนื้อ ในความทรงจำ และในวิธีที่คนหนึ่งมองตัวเอง

ในอีกฟากหนึ่ง Joyce Byers ไม่ได้ถูกเขียนให้เป็นแม่ผู้เสียสติอย่างที่รัฐพยายามจะทำให้เธอเป็น แต่ถูกวางตำแหน่งอย่างแม่นยำในฐานะผู้หญิงแรงงาน แม่เดี่ยว คนจน ที่อยู่ล่างสุดในลำดับชั้นของการรับฟัง เมื่อ Joyce บอกว่าลูกหาย รัฐไม่จำเป็นต้องโกหกเธอ แค่ไม่เชื่อก็พอ ลดทอนเสียงของเธอให้กลายเป็นอารมณ์ ความหวาดระแวง ความไม่มั่นคงทางจิต นี่คือภาษาที่รัฐใช้กับผู้หญิงมาโดยตลอด โดยเฉพาะผู้หญิงชนชั้นแรงงาน Stranger Things ไม่ได้ยกย่อง Joyce ในฐานะฮีโร่ แต่มันเปิดโปงว่าทำไมเธอถึงต้องทำทุกอย่างเอง เพราะรัฐล้มเหลว และความล้มเหลวนั้นถูกผลักลงมาข้างล่างอย่างเงียบเชียบ

Hawkins ในฐานะเมืองเล็กไม่ใช่ฉากหลัง แต่มันคือเงื่อนไข เมืองแบบนี้คือพื้นที่ที่รัฐเลือกทดลอง เพราะมันเงียบพอ คนหายไม่กลายเป็นการเมือง เด็กตายไม่กลายเป็นคำถามระดับชาติ ความผิดพลาดสามารถถูกฝังได้ง่ายกว่าในพื้นที่ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง Stranger Things ไม่ต้องพูดเรื่องชนชั้นตรง ๆ เพราะโครงสร้างมันชัดอยู่แล้วว่าใครถูกเลือกให้รับความเสี่ยง และใครถูกปกป้องจากผลลัพธ์

เด็กใน Stranger Things ไม่ได้กล้าหาญเพราะพิเศษ แต่เพราะไม่มีใครเหลือให้พึ่งพา เมื่อผู้ใหญ่ไม่ทำหน้าที่ เมื่อรัฐหายไปจากสมการ เด็กจึงต้องตั้งระบบของตัวเอง สร้างความรู้ของตัวเอง และเสี่ยงชีวิตของตัวเอง ถ้าเด็กต้องเป็นคนปิดประตูมิติ นั่นไม่ใช่สัญญาณของความหวัง แต่มันคือหลักฐานของความล้มเหลวระดับโครงสร้าง

Stranger Things ไม่ได้จบลงที่การปิดประตูมิติ แต่มันจบลงที่คำถามซึ่งซีรีส์ไม่เคยตอบแทนเรา ว่าหลังจากเด็กต้องเป็นคนรับมือกับความผิดพลาดของรัฐแล้ว ใครจะเป็นคนรับผิดชอบต่อเด็กเหล่านั้นต่อไป โลกจริงไม่เคยมี end credit แบบปลอดภัย ไม่มีดนตรีปลอบใจ และไม่มีคำว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเอง สิ่งที่เหลืออยู่คือโครงสร้างอำนาจเดิมที่ยังทำงานต่อไปอย่างเงียบงัน ใช้วิทยาศาสตร์เป็นข้ออ้าง ใช้ความมั่นคงเป็นภาษา และใช้ร่างกายของคนที่ไม่มีเสียงเป็นพื้นที่ทดสอบเสมอ

ปี 2026 ไม่ใช่ปีของความไร้เดียงสาอีกต่อไป และ Puff ไม่เชื่อในบทบาทของสื่อที่มีหน้าที่แค่ทำให้โลกดูน่าอยู่ขึ้น เราไม่เชื่อว่าวัฒนธรรมป๊อปมีไว้เพื่อเสพแล้วผ่านไป และไม่เชื่อว่าความบันเทิงควรถูกตัดขาดจากโครงสร้างอำนาจที่มันสะท้อนอยู่ทุกวัน Puff เลือกใช้แฟชั่น ซีรีส์ ภาพยนตร์ และไลฟ์สไตล์ เป็นเครื่องมือในการตั้งคำถาม ไม่ใช่เพื่อสรุปคำตอบ แต่เพื่อรบกวนความเคยชินของสังคมที่ถูกฝึกให้ยอมรับความรุนแรงในรูปแบบที่ดูสุภาพขึ้นเรื่อย ๆ

ถ้าโลกยังยอมให้วิทยาศาสตร์ถูกทำให้เป็นอาวุธ Puff จะเลือกพูดถึงมนุษย์ที่ถูกทำให้เงียบ
ถ้ารัฐยังเลือกไม่ฟังเสียงของผู้หญิง Puff จะไม่ทำเป็นไม่เห็น
ถ้าเด็กยังต้องเป็นคนซ่อมโลกแทนผู้ใหญ่ Puff จะไม่เรียกสิ่งนั้นว่าความหวัง

เพราะความหวังที่ตั้งอยู่บนความเสียสละของคนที่ไม่มีทางเลือก ไม่ใช่ความหวัง แต่มันคือ “การผลักภาระ”

Puff ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยของทุกคน แต่เกิดมาเพื่อเป็นพื้นที่ซื่อตรงกับความจริง แม้ความจริงนั้นจะทำให้ไม่สบายใจ แม้จะทำให้ต้องคิดช้าลง และแม้จะทำให้ต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่เราคุ้นชินมานาน เราไม่เชื่อในความเป็นกลางที่หลบซ่อนความไม่เป็นธรรม และไม่เชื่อในความสวยงามที่ต้องแลกกับการเงียบเสียงของใครบางคน

ถ้านี่คือบทความเปิดปี 2026 นี่อาจไม่ใช่คำเชิญให้คุณอ่านต่ออย่างสบายใจ แต่เป็นคำชวนให้คุณอยู่กับความไม่สบายใจให้นานขึ้นอีกนิด อยู่กับคำถามที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป และใช้วัฒนธรรมที่คุณรักเป็นกระจกสะท้อนโลกที่คุณกำลังมีส่วนร่วมอยู่ในนั้นทุกวัน เพราะในโลกที่รัฐยังทำงานผ่านเงามืด เด็กยังถูกทำให้เป็นเครื่องมือ และผู้หญิงยังถูกทำให้เป็นปัญหา ความเงียบไม่เคยเป็นกลาง และการไม่เลือกข้างก็คือการเลือกให้โครงสร้างเดิมอยู่ต่อไป นี่คือจุดยืนของ Puff ในปี 2026 ไม่ทำให้โลกดูง่ายขึ้น แต่ทำให้โลกถูกมองตรงขึ้น

ถ้าคุณยังอยู่ตรงนี้หลังอ่านมาถึงบรรทัดสุดท้าย บางทีนี่อาจเป็นการเริ่มต้นของการอ่านโลกใบเดิมด้วยสายตาที่ไม่ยอมหลบอีกต่อไป


Previous
Previous

Minimalism Isn’t About Less

Next
Next

The January Bare-Real Face