Power Hates Being Asked

บางวันเราไม่ได้โกรธการเมืองหรอก เราแค่เหนื่อยกับการตื่นขึ้นมาในห้องที่ค่าเช่าขึ้นทุกปี เหนื่อยกับการยืนเบียดกันบนรถไฟฟ้า เหนื่อยกับกาแฟแก้วเดิมที่แพงขึ้นแต่เงินเดือนเท่าเดิม และเหนื่อยกับคำแนะนำซ้ำ ๆ ว่าถ้าจะอยู่ให้รอดก็อย่าถามมาก ทำงานให้หนัก อดทนให้เป็น เก่งให้พอ แล้วเดี๋ยวอะไร ๆ มันก็ดีขึ้นเอง ทั้งที่เราก็รู้ดีว่าคำว่าเดี๋ยวของประเทศนี้มันยาวกว่าชีวิตการทำงานของคนหนึ่งคน เราเลื่อนฟีดตอนพักเที่ยง เห็นคนทะเลาะกันเรื่องพรรคการเมือง เห็นคลิปถูกตัดสั้น ๆ ให้เหลือแค่ประโยคแรง ๆ เห็นคอมเมนต์ที่พร้อมจะเหยียบอีกฝ่ายให้จม แล้วตอนเย็นเราก็ยังต้องกลับไปยืนรอรถเมล์หรือรถไฟขบวนเดิม กลับไปเปิดแอปธนาคารดูยอดเงินที่หายไปกับค่าใช้จ่ายที่เราไม่ได้อยากจ่ายนัก และกลับมาถามตัวเองเงียบ ๆ ว่าแบบนี้มันควรเป็นชีวิตของคนที่ทำงานแทบทุกวันจริง ๆ เหรอ

ในสนามเลือกตั้งรอบนี้ ชื่อของพรรคประชาชนถูกพูดถึงไม่ใช่แค่ในฐานะผู้แข่งขันทางนโยบาย แต่ในฐานะสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงต่อระเบียบเดิมของประเทศ จากจุดนั้นการถกเถียงก็ไม่อยู่แค่เรื่องจะช่วยใครหรือไม่ช่วยใคร แต่มันกลายเป็นเรื่องว่าใครเป็นภัย ใครไม่ควรถูกเชื่อ ใครกำลังจะพาเราไปสู่จุดที่ไม่ควรไป ทั้งที่คำถามเรื่องอำนาจที่ไม่เคยถูกตรวจสอบและกติกาที่ไม่แฟร์มันก็อยู่ตรงหน้าเรามานานแล้ว แค่ก่อนหน้านี้มันถูกวางไว้ในหมวดเรื่องที่ไม่ควรถามดัง ๆ และเมื่อมีใครเลือกจะถามออกมาจริง ๆ สิ่งที่สังคมทำไม่ใช่การถกเถียงเชิงเหตุผล แต่คือการปิดประตูใส่หน้าคำถามนั้นให้เร็วที่สุด

ความโกรธจำนวนมากไม่ได้มาจากตัวนโยบายว่าจะจัดการเศรษฐกิจยังไงหรือกระจายงบประมาณแบบไหน แต่มาจากความรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังรื้อกรอบความเชื่อที่เรายึดถือมาทั้งชีวิต ความเชื่อว่าถ้าเราขยันพอเราจะไม่แพ้ใคร ความเชื่อว่าถ้าเราไม่ยุ่งการเมืองชีวิตจะปลอดภัยกว่า ความเชื่อว่าบางเรื่องไม่ควรถามเพราะถามไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนอยู่ดี และเมื่อความเชื่อพวกนี้ถูกแตะเข้าอย่างจัง มันง่ายกว่ามากที่จะโกรธคนพูด แทนที่จะยอมรับว่าบางทีสิ่งที่เรายึดถือมาตลอดอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ทำให้โลกมันไม่เคยเปลี่ยนจริง ๆ

พรรคการเมืองอื่นอาจมีข่าวเรื่องผลประโยชน์ มีคดี มีดีลที่ทุกคนรู้ว่ามีแต่ไม่อยากพูดถึง แต่ส่วนใหญ่ไม่ไปแตะเสาหลักของระบบ ไม่ไปถามว่าทำไมบางกลไกถึงไม่ต้องถูกตรวจสอบ ไม่ไปแตะว่าทำไมกติกาบางอย่างถึงถูกออกแบบมาให้เปลี่ยนยากเป็นพิเศษ การเมืองเลยยังดูเหมือนเดิมแค่สลับหน้าคนเล่น คนดูเลยชินกับมันจนเผลอคิดว่ามันคือธรรมชาติของประเทศนี้ไปแล้ว แต่พอมีพรรคที่เลือกจะตั้งคำถามกับสิ่งพวกนี้ตรง ๆ การถกเถียงก็ไม่อยู่ในสนามนโยบายอีกต่อไป มันย้ายไปอยู่ในสนามความกลัว ความคลุมเครือ และการทำให้คนดูเป็นภัย ไม่รักชาติ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่เข้าใจโลกจริง ไม่แคร์คนส่วนใหญ่ คำพวกนี้ลอยอยู่เต็มฟีดทั้งที่หลายครั้งไม่มีใครสนใจเลยว่าคำถามตั้งต้นคืออะไร และมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่พรรคซึ่งพูดเรื่องโครงสร้างจะถูกโจมตีหนักที่สุด เพราะสำหรับระเบียบเดิม การเปลี่ยนรัฐบาลไม่ได้น่ากลัวเท่าการเปลี่ยนกติกา การสลับตัวผู้บริหารยังพอรับได้ แต่การเปิดคำถามต่อระบบทั้งชุดคือความเสี่ยงที่ไม่ควรถูกปล่อยให้เติบโต

ในขณะเดียวกันคนจำนวนมากก็ไม่ได้เชียร์พรรคอื่นด้วยความศรัทธา แต่เลือกเพราะไม่อยากให้พรรคนี้ชนะ ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายดีเป็นพิเศษ แต่เพราะไม่อยากให้โลกที่ตัวเองคุ้นเคยต้องเปลี่ยนเร็วเกินไป ไม่อยากรู้สึกว่าความพยายามของตัวเองอาจไม่ได้อธิบายทุกอย่าง ไม่อยากต้องคิดใหม่ว่าสิ่งที่เคยเชื่ออาจไม่ได้จริงทั้งหมด การเมืองแบบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความหวังเท่าไร แต่มันขับเคลื่อนด้วยความกลัวว่าจะเสียสิ่งที่คิดว่ามั่นคง และเมื่อความกลัวเป็นเชื้อเพลิงหลัก การปั่น การบิด และการลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายก็กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายอย่างน่าตกใจ

แล้วในสมการทั้งหมดนี้คนธรรมดาอย่างเราอยู่ตรงไหน คนที่ไม่ได้อยากเป็นนักเคลื่อนไหวแต่ก็ไม่อยากแกล้งทำเป็นไม่เห็นอะไรเลย คนที่ต้องรีบกลับบ้านเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า คนที่ต้องเลือกว่าจะจ่ายค่าหมอหรือผ่อนบัตรเครดิตก่อน คนที่รู้สึกว่าถ้าเหนื่อยกว่านี้อีกนิดอาจจะไม่ไหวแล้ว แต่ก็ยังถูกคาดหวังให้สู้เพื่อประชาธิปไตยเหมือนมีพลังไม่จำกัด มันไม่แฟร์นักถ้าสังคมจะบอกว่าคนต้องเสียสละเพื่อการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งที่ภาระของระบบแทบไม่เคยถูกกระจายอย่างยุติธรรม และมันก็ไม่จริงนักถ้าจะบอกว่าการนิ่งเงียบคือความเฉยเมยเสมอไป เพราะหลายครั้งมันคือกลไกเอาตัวรอดของคนที่กำลังจะหมดแรง

แต่สิ่งหนึ่งที่ระบบต้องการมากที่สุดไม่ใช่ความเงียบ แต่คือความรู้สึกว่าอะไร ๆ ก็เหมือนเดิมอยู่ดี เมื่อคนเริ่มเชื่อว่าคำถามไม่มีความหมาย เมื่อความไม่แฟร์กลายเป็นฉากหลังถาวรของชีวิต ระบบก็ไม่ต้องใช้กำลังอะไรมากนักเพื่อรักษาตัวเอง การเมืองจึงไม่ได้อยู่แค่ในรัฐสภา แต่มันอยู่ในภาษาที่เราใช้คุยกันทุกวัน อยู่ในวิธีที่เรามองคนจน คนต่างจังหวัด คนที่คิดไม่เหมือนเรา อยู่ในมุกตลกที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำดูเป็นเรื่องขำ ๆ และอยู่ในความเคยชินกับการที่บางคนต้องพยายามมากกว่าคนอื่นเป็นสิบเท่าเพื่อได้อยู่ในจุดเดียวกัน โครงสร้างไม่ได้อยู่ได้เพราะมันแข็งแรงอย่างเดียว แต่มันอยู่ได้เพราะมันถูกทำให้ดูเป็นเรื่องปกติจนเราเลิกตั้งคำถามกับมันไปแล้ว

บางทีคำถามอาจไม่ใช่ว่าเราควรเชียร์พรรคไหน แต่คือเรายังอยากอยู่ในสังคมที่รู้สึกไม่สบายใจกับความไม่แฟร์หรือไม่ เรายังอยากรู้สึกสะดุดใจเวลามองเห็นใครบางคนได้เปรียบโดยไม่ต้องรับผิดอะไรเลยหรือเปล่า หรือเราพร้อมจะบอกตัวเองว่ามันก็เป็นแบบนี้แหละแล้วเดินต่อไปโดยไม่หันกลับมามอง ถ้าวันนี้เรายังรู้สึกว่าบางอย่างมันไม่ควรเป็นแบบนี้แม้จะยังไม่รู้ว่าจะแก้ยังไง แม้จะยังต้องตื่นไปทำงานในเช้าวันจันทร์เหมือนเดิม ความรู้สึกนั้นอาจยังเป็นของมีค่าที่ไม่ควรรีบทิ้ง เพราะมันคือสัญญาณว่าเรายังไม่ยอมรับโลกที่บิดนี้เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าอย่างน้อยคืนนี้ก่อนจะเลื่อนผ่านข่าวการเมืองอีกครั้ง ลองหยุดอยู่กับความรู้สึกไม่โอเคนั้นสักนิด ลองฟังมันให้ชัดว่าเรายังอยากเห็นโลกแบบไหน และยังอยากเป็นคนแบบไหนในโลกใบนั้น อย่าเพิ่งรีบปล่อยให้ความเคยชินกลืนความรู้สึกนี้ไปหมด เก็บมันไว้กับตัวเองก่อน แล้วค่อย ๆ ใช้ชีวิตในแบบที่ไม่ทำให้เราลืมว่าความยุติธรรมยังควรเป็นเรื่องที่เราคาดหวังได้อยู่เสมอ

Previous
Previous

The Price of Feeling Secure

Next
Next

Valentino Refused to Enter the Feed