Echoes of a Broken Sanctuary

ในฐานะคนทำงานสื่อที่เฝ้ามองกระแสสังคมผ่านตัวอักษรมาพักใหญ่ ผมพบว่าข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่บอกเล่าความขัดแย้งของบ้านคนอื่น แต่มันกำลังตะโกนบอกเราถึงความเปราะบางบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรมของสังคมไทยมานานแสนนาน เมื่อความลับในที่ลับถูกลากออกมาพิสูจน์ในที่แจ้ง คำถามแรกที่มักจะพุ่งตรงไปหาผู้เปิดเผยข้อมูลด้วยความสงสัยและเคลือบแคลงคือ "ออกมาพูดตอนนี้เพื่อต้องการอะไรกันแน่" ซึ่งหลายครั้งสังคมมักจะรีบสรุปเอาเองผ่านมุมมองที่คุ้นชินว่าเป็นการเรียกร้องชื่อเสียง การหวังผลทางการเงิน หรือเพียงแค่การแก้แค้นให้สาแก่ใจในวันที่ความสัมพันธ์มาถึงทางตัน

แต่หากเราลองวางอารมณ์ร่วมลงชั่วคราวแล้วมองผ่านแว่นตาของความจริงที่ซับซ้อนกว่านั้น เราจะพบว่าสิ่งที่คนคนหนึ่งต้องการมากที่สุดในวันที่ตัดสินใจเปิดเผยเรื่องการถูกล่วงละเมิดในครอบครัว คือการทำลายสภาวะการถูกปฏิเสธความจริง หรือที่ในทางจิตวิทยาเรียกว่าการทวงคืนความถูกต้องให้กับความทรงจำของตนเอง ความทรมานที่สุดของการถูกกระทำในบ้านไม่ใช่แค่ตัวเหตุการณ์ที่เลวร้าย แต่มันคือการที่คนรอบข้างรับรู้แต่เลือกที่จะเงียบ หรือเลวร้ายกว่านั้นคือการทำเหมือนเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง สภาวะที่เหยื่อถูกทำให้สงสัยในความจริงของตัวเอง (Gaslighting) เป็นกำแพงที่ขังพวกเขาไว้ในคุกที่มองไม่เห็น การออกมาพูดต่อหน้าสาธารณะจึงเป็นวิธีเดียวที่พวกเขาจะประกาศว่าเรื่องนี้มีอยู่จริง เพื่อกอบกู้เศษเสี้ยวตัวตนที่ถูกกดทับมาตลอดหลายปีให้กลับมามีที่ยืนในโลกของความจริงอีกครั้ง

หลายคนอาจตั้งการ์ดใส่ผู้เสียหายด้วยคำถามสุดคลาสสิกที่บั่นทอนกำลังใจที่สุดว่า "แล้วทำไมถึงทนมาได้ตั้งนาน เพิ่งมาพูดเอาป่านนี้มีนัยแอบแฝงหรือไม่" ซึ่งนี่คือกับดักทางความคิดที่ตีตราผู้เสียหายมาทุกยุคทุกสมัย ในทางอาชญากรรมวิทยาและจิตวิทยาครอบครัว เราต้องเข้าใจก่อนว่า "บ้าน" ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ แต่มันคือโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อน กำแพงที่ชื่อว่าความกตัญญูและชื่อเสียงวงศ์ตระกูลในวัฒนธรรมไทยนั้นสูงชันและแข็งแกร่งเพียงใด ความรู้สึกถูกทรยศโดยคนที่ควรจะรักและปกป้องเราที่สุดมักทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า Betrayal Trauma หรือความช็อกทางอารมณ์จนเลือกที่จะ "แช่แข็ง" ความลับนั้นไว้เพื่อความอยู่รอด ทั้งในเชิงความรู้สึกที่ยังโหยหาความรัก และในเชิงเศรษฐกิจที่ยังต้องพึ่งพาอาศัยกัน การออกมาพูดในวันที่ชีวิตเริ่มตั้งหลักได้ หรือในวันที่ความปลอดภัยเริ่มสั่นคลอนจนถึงขีดสุด จึงไม่ใช่เรื่องของการรอเวลาเพื่อเรียกกระแส แต่มันคือนาทีที่ภูเขาน้ำแข็งแห่งความอดทนถล่มลงมาจนไม่อาจเก็บงำความเจ็บปวดไว้ในที่มืดได้อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักข่าวที่ต้องยึดถือหลักความถูกต้องและเป็นกลาง เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศนั้นรุนแรงระดับที่ส่งผลต่อชีวิตคนคนหนึ่งได้มหาศาล และเรากำลังอยู่ท่ามกลางเส้นลวดหนามระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับข้อกฎหมายที่รัดกุมมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ทั้งหลักการทางอาญาที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และข้อจำกัดสำคัญอย่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ PDPA ที่ทำให้การสื่อสารในโลกออนไลน์กลายเป็นดาบสองคมได้เสมอ การเปิดเผยข้อมูลที่อ่อนไหว (Sensitive Data) หรือการระบุตัวตนในลักษณะที่มุ่งเน้นการใส่ความ แม้ผู้พูดจะเชื่อว่าเป็นความจริง แต่หากส่งผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลเกินขอบเขตที่กฎหมายรองรับและไม่มีพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน ก็อาจนำไปสู่การฟ้องร้องกลับที่รุนแรงได้เช่นกัน ความยุติธรรมในความหมายของผู้เสียหายและความยุติธรรมในตัวบทกฎหมายจึงอาจไม่ได้เป็นเส้นขนานที่บรรจบกันเสมอไป

ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นบททดสอบวุฒิภาวะของพวกเราทุกคนในฐานะผู้รับสาร ว่าเราจะสามารถแยกแยะองค์ประกอบสามส่วนออกจากกันได้หรือไม่ ส่วนแรกคือความรู้สึกส่วนตัวที่เราอาจจะมีอคติหรือความชื่นชอบต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนที่สองคือข้อเท็จจริงพยานหลักฐานที่ต้องรอการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม และส่วนที่สามซึ่งสำคัญที่สุด คือพลวัตอำนาจในครอบครัวที่มักจะบิดเบี้ยวจนคนนอกยากจะจินตนาการถึง สังคมไทยมักจะเอาทั้งสามเรื่องนี้มาปะปนกันจนกลายเป็นการด่วนตัดสินฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ หรือความรู้สึกสะใจบนหน้าฟีดข่าว โดยลืมไปว่าเบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้มีมนุษย์ที่กำลังเจ็บปวดอยู่จริงๆ ทั้งสองฝ่าย

เรื่องราวเหล่านี้จึงอาจไม่ใช่การหาว่าใครเป็นผู้ชนะในศาลโซเชียล แต่คือการที่สังคมไทยต้องเรียนรู้ที่จะเป็น "พื้นที่ที่ปลอดภัยในการรับฟัง" โดยไม่ซ้ำเติมบาดแผลด้วยการตั้งคำถามที่จ้องจับผิดเหยื่อ หากเราต้องการให้ความรุนแรงในบ้านลดน้อยลง เราต้องเริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมที่อนุญาตให้สมาชิกในครอบครัวสื่อสารความอึดอัดใจออกมาได้ก่อนที่มันจะกลายเป็นแผลกดทับที่เน่าเปื่อย และต้องปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบทำหน้าที่อย่างโปร่งใสที่สุด โดยมีสื่อและสังคมคอยเฝ้ามองอย่างมีสติ ไม่ใช่ในฐานะผู้พิพากษา แต่ในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่พยายามทำความเข้าใจความซับซ้อนของหัวใจ เพื่อให้ความยุติธรรมนั้นทำหน้าที่เยียวยาผู้เสียหายและให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ตนเองอย่างเป็นธรรม

แล้วคุณล่ะครับ ในวันที่กำแพงความเงียบถูกทำลายลงแบบนี้ คุณเลือกที่จะตั้งคำถามกับความเจ็บปวดที่เขาเล่า หรือเลือกที่จะรับฟังเงื่อนไขที่ทำให้เขาต้องเงียบมานาน... พื้นที่แห่งนี้ยังคงเปิดกว้างให้เราได้แลกเปลี่ยนมุมมองกัน เพราะสุดท้ายแล้วความยุติธรรมที่แท้จริงอาจไม่ใช่การทำลายชีวิตใครคนหนึ่งให้พินาศไปข้าง แต่คือการสร้างสังคมที่ไม่มีใครต้องอยู่อย่างหวาดระแวงในบ้านของตัวเองอีกต่อไป


อ้างอิง

  • กิตติพงษ์ กิตยารักษ์. (2560). กระบวนการยุติธรรมกับความรุนแรงในครอบครัว: ความท้าทายในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย. วารสารกฎหมายไทย. (วิเคราะห์เรื่องการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของเหยื่อในครอบครัว)

  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือแนวทางการดูแลผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศด้วยหลัก Trauma-Informed Care. (อธิบายสภาวะจิตใจและการตอบสนองของผู้เสียหาย)

  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.). คำแนะนำการปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA สำหรับสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป. (ประเด็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว)

  • World Health Organization (WHO). Understanding and addressing violence against women: Sexual violence. (ข้อมูลวิจัยระดับสากลเกี่ยวกับพลวัตอำนาจและการล่วงละเมิดในครอบครัว)

  • Pete Walker. (2013). Complex PTSD: From Surviving to Thriving. (อธิบายเรื่อง Betrayal Trauma และการเฝ้าระวังภัยเกินเหตุในเหยื่อที่ถูกกระทำจากคนใกล้ชิด)


Next
Next

Learning to Survive the Place Called Home