เมื่อเพลงขึ้น ความทรงจำก็กลับมา

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมรู้ว่าเมื่อคืนร้องเพลงหนักเกินไปตอนจะพูดคำแรกแล้วเสียงออกมาเป็นแค่ลมแหบ ๆ ลำคอไม่ได้เจ็บถึงขั้นป่วย แต่พูดต่อเนื่องไม่ได้เหมือนเดิม

คืนก่อนหน้านั้นผมอยู่ที่อิมแพ็ค อารีน่า ใน FAREWELL CONCERT อัสนีและวสันต์ “อยากจะย้ำชัด ๆ ครั้งสุดท้าย...” คอนเสิร์ตอำลาของป้อม–อัสนี และโต๊ะ–วสันต์ โชติกุล สองศิลปินที่ทำงานดนตรีมายาวนานกว่าสี่ทศวรรษ ผมรู้ตั้งแต่ซื้อตั๋วว่าคำว่า Farewell หมายถึงอะไร รู้ว่านี่ถูกประกาศให้เป็นการอำลา แต่ดูเหมือนสมองจะรับรู้มันเป็นเพียงข้อมูล จนกระทั่งได้นั่งอยู่ตรงนั้นจริง ๆ และได้ยินเพลงที่คุ้นมาตั้งแต่เด็กถูกเล่นต่อกันทีละเพลง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมตลอดคืนนั้นไม่ใช่แค่การนึกออกว่าเพลงนี้ชื่ออะไร หรือจำได้ว่าท่อนต่อไปต้องร้องอย่างไร แต่เป็นเหตุการณ์ในชีวิตที่ผุดกลับมาพร้อมกับเสียงเพลง บางเพลงเพิ่งขึ้นอินโทรไม่กี่วินาที ภาพบางภาพก็มาแล้วโดยไม่ต้องพยายามเรียก ผมนึกถึงบ้านหลังหนึ่ง รถคันหนึ่ง คนบางคน ช่วงที่ตัวเองยังเรียนอยู่ หรือช่วงที่เพิ่งเริ่มทำงาน ทั้งที่ก่อนดนตรีขึ้นไม่ได้กำลังคิดถึงเรื่องเหล่านั้นเลย

มันเหมือนเพลงทำหน้าที่เป็นปุ่ม Recall โดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องเหล่านี้ยังถูกเก็บอยู่ตรงไหน

รายชื่อเพลงในคืนนั้นมีทั้ง บ้าหอบฟาง, ก็เคยสัญญา, เธอปันใจ, รักเธอเสมอ, คงเดิม, กุ้มใจ, บังอรเอาแต่นอน, ลงเอย และ อยากได้ยินว่ารักกัน เพลงจำนวนมากเป็นเพลงที่คนในฮอลล์ร้องตามได้พร้อมกันแทบทั้งเพลง แต่พอเราร้องอยู่ท่ามกลางคนหลายพันคน สิ่งที่เกิดขึ้นข้างในกลับเป็นเรื่องเฉพาะตัวอย่างมาก เพราะคนแต่ละคนไม่ได้มีอดีตชุดเดียวกันต่อให้กำลังร้องเนื้อเพลงเดียวกันอยู่ก็ตาม

ผมอาจได้ยินเพลงหนึ่งแล้วนึกถึงช่วงเวลาหนึ่ง ขณะที่คนข้าง ๆ อาจกำลังคิดถึงคนละชีวิตโดยสิ้นเชิง นี่อาจเป็นเหตุผลที่บรรยากาศของคอนเสิร์ตศิลปินที่ทำเพลงมายาวนานต่างจากการไปฟังเพลงฮิตทั่วไป เพลงไม่ใช่เพียงผลงานที่ศิลปินเอากลับมาเล่นอีกครั้ง แต่มันแบกประสบการณ์ของคนฟังกลับเข้าฮอลล์มาด้วย

เราใช้คำว่า “เพลงประกอบชีวิต” กันจนฟังดูเป็นคำสำเร็จรูป แต่คืนนั้นผมเพิ่งรู้ว่ามันเกิดขึ้นจริงในรายละเอียดแบบไหน เพลงบางเพลงไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงโปรดด้วยซ้ำ แค่เคยถูกเปิดบ่อยพอในช่วงหนึ่งของชีวิต มันก็สามารถจำสถานที่ คน และบรรยากาศแทนเราได้ ผ่านไปหลายสิบปี เราอาจลืมรายละเอียดของเหตุการณ์ไปแล้ว แต่พอท่อนกีตาร์เดิมกลับมา ความทรงจำกลับหาทางของมันเจอ

และมันไม่ได้กลับมาเรียงตามลำดับเวลา

เพลงจากช่วงแรกอาจพาผมไปข้างหน้าอีกสิบปี เพลงถัดไปกลับพาย้อนกลับไปไกลกว่าเดิม ความทรงจำในคอนเสิร์ตจึงกระโดดไปมาอย่างไม่มีระเบียบ เหมือนมีใครเปิดกล่องเก็บของหลายใบพร้อมกัน แล้วหยิบของบางชิ้นที่เราเคยคิดว่าหายไปแล้วกลับมาวางตรงหน้า

ตรงนี้เองที่คำว่า “อำลา” เริ่มมีความหมายมากกว่าเรื่องศิลปินกำลังหยุดทำคอนเสิร์ต

เพราะเราไม่ได้อำลาแค่คนสองคนบนเวที แต่กำลังเผชิญหน้ากับเวลาที่ผ่านไปของตัวเองด้วย

ผมโตมากับเพลงของอัสนี–วสันต์ในยุคที่การฟังเพลงยังไม่ได้เริ่มจากการพิมพ์ชื่อเพลงลงในช่อง Search เพลงมาจากวิทยุ เทป โทรทัศน์ ร้านอาหาร รถยนต์ บ้านของใครสักคน หรือพื้นที่สาธารณะที่เราไม่มีสิทธิ์เลือกด้วยซ้ำว่าจะฟังอะไร เพลงจึงแทรกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโดยไม่ได้ขออนุญาต และหลายครั้งเราไม่ทันรู้ตัวว่ามันถูกบันทึกไว้พร้อมกับเหตุการณ์อื่น

วันนี้เราสามารถเปิดเพลงที่ต้องการได้ทันที กดข้าม กดย้อน ทำ Playlist ตามอารมณ์ หรือให้อัลกอริทึมเลือกเพลงที่คาดว่าเราจะชอบ แต่ยุคที่เพลงชุดหนึ่งดังพร้อมกันทั่วเมืองสร้างความสัมพันธ์อีกแบบหนึ่งขึ้นมา เพลงเดียวกันเข้าไปอยู่ในชีวิตของคนจำนวนมากในเวลาใกล้เคียงกัน จึงไม่แปลกที่เมื่อเสียงอินโทรดังขึ้นในฮอลล์ คนหลายพันคนจะตอบสนองพร้อมกันได้โดยแทบไม่ต้องนัดหมาย

อัสนี–วสันต์ทำงานดนตรีมายาวนานกว่า 40 ปี และข่าวประชาสัมพันธ์ของคอนเสิร์ตอธิบายว่าเพลงของทั้งคู่ผูกอยู่กับความทรงจำของผู้ฟังหลายรุ่น ถ้าตัดภาษาประชาสัมพันธ์ออก ประโยคนี้ค่อนข้างตรงกับสิ่งที่เห็นในฮอลล์ เพราะคนดูไม่ได้อยู่ในวัยเดียวกัน และบนเวทีเองก็มีศิลปินรับเชิญหลายรุ่น ตั้งแต่นิ่ม สีฟ้า, อ้อม–สุนิสา สุขบุญสังข์, ป๊อด–ธนชัย อุชชิน และแพท–สุธาสินี พุทธินันทน์ ไปจนถึงเจฟ ซาเตอร์ และอิ้งค์–วรันธร เปานิล ขณะที่รอบสุดท้ายยังมีหนุ่ย–อำพล ลำพูน และตู่–นันทิดา แก้วบัวสายมาร่วมด้วย

การเห็นคนจากหลายช่วงเวลาของวงการเพลงไทยอยู่บนเวทีเดียวกันทำให้คำว่า “สี่ทศวรรษ” ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข มันมีหน้าตา มีวัย และมีเสียงของคนแต่ละรุ่นอยู่ในนั้น และแน่นอน เมื่อมองเวลาผ่านศิลปิน เราก็หนีไม่พ้นการมองกลับมาที่ตัวเอง

ศิลปินที่เราเคยเห็นตอนยังหนุ่มอยู่ตรงหน้าในอีกวัยหนึ่ง ส่วนคนที่นั่งดูอยู่ด้านล่างก็ไม่ได้เป็นคนเดิมเหมือนกัน เรื่องนี้ไม่ได้ต้องการความเศร้าเป็นพิเศษ มันเป็นเพียงข้อเท็จจริงธรรมดาของเวลา เพียงแต่ชีวิตประจำวันไม่ค่อยบังคับให้เรามองมันต่อเนื่องนานสามหรือสี่ชั่วโมงเหมือนคอนเสิร์ตอำลา

ผมจึงไม่ได้ Recall แค่เหตุการณ์จากเพลง ผม Recall ตัวเองในหลายช่วงอายุด้วย

เพลงหนึ่งทำให้จำได้ว่าเคยมองโลกอย่างไร อีกเพลงทำให้จำคนที่ครั้งหนึ่งเคยสำคัญมากแต่วันนี้ไม่ได้อยู่ในชีวิตแล้ว บางความทรงจำไม่ได้เศร้า บางเรื่องกลับน่าขำเมื่อคิดจากวันนี้ และบางเรื่องไม่มีอะไรพิเศษเลย เป็นแค่ภาพธรรมดาของชีวิต เช่น ถนนที่เคยนั่งรถผ่าน ร้านที่เคยไป หรือห้องที่เคยนั่งฟังเพลง แต่เพราะมันหายไปจากชีวิตประจำวันนานมาก การกลับมาเห็นมันในหัวอีกครั้งจึงทำให้รู้ว่าเวลาผ่านไปมากแค่ไหน

นี่ต่างหากที่ทำให้ผมเริ่มเข้าใจว่าทำไม Move on จากคอนเสิร์ตนี้ยาก

ถ้าเป็นเพียงคอนเสิร์ตที่สนุกมาก เราอาจกลับมาดูคลิป ฟังเพลงต่ออีกสองสามวัน แล้วชีวิตก็กลับเข้าสู่จังหวะปกติ แต่คอนเสิร์ตนี้เหมือนมีใครเปิดแฟ้มเก่าหลายสิบปีทิ้งไว้บนโต๊ะ พองานจบ ไฟในฮอลล์เปิด คนเดินออก ประตูปิด แฟ้มเหล่านั้นกลับไม่ได้ปิดตาม มันยังค้างอยู่ในหัว

คำว่า Farewell ยิ่งทำให้ทุกอย่างทำงานแรงขึ้น เพราะมันตัดความคิดที่เราใช้กับศิลปินมาตลอดว่า “เดี๋ยวมีครั้งหน้า”

คอนเสิร์ตครั้งนี้ไม่ได้ไป ไม่เป็นไร ครั้งหน้าค่อยไป เพลงนี้ไม่ได้เล่น ไม่เป็นไร ครั้งหน้าอาจได้ฟัง เวลาที่ศิลปินคนหนึ่งทำงานมายาวนาน เราเริ่มรู้สึกโดยอัตโนมัติว่าเขาจะอยู่ตรงนั้นเสมอ จนลืมไปว่าความต่อเนื่องทุกชนิดมีวันจบ คอนเสิร์ตอำลาทำเพียงสิ่งเดียวที่ตรงมาก คือกำหนดเส้นนั้นให้เราเห็น

ช่วงท้ายของงาน แฟนเพลงทั้งฮอลล์ร้องเพลงร่วมกันจนเสียงดังไปทั่วพื้นที่ ซึ่งเป็นภาพที่ข่าวของคอนเสิร์ตบันทึกไว้เช่นกัน สำหรับผม มันไม่ได้ดูเหมือนฉากที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ซาบซึ้ง ทุกคนก็แค่ทำสิ่งที่ทำมาตลอดทั้งคืน เพียงแต่ร้องดังขึ้น เพราะรู้ว่าเหลือเวลาอีกไม่มาก

ผมเองก็ร้องดังขึ้นเหมือนกัน

จนเช้าวันต่อมาไม่มีเสียง

อาการเสียงแหบเลยกลายเป็นหลักฐานทางกายภาพของคืนก่อนอย่างประหลาด เราอาจถ่ายคลิปเป็นร้อยคลิปได้ แต่ร่างกายก็มีวิธีบันทึกเหตุการณ์ของมันเอง คอแห้ง เสียงแตก ขาที่เมื่อย และความรู้สึกเหนื่อยที่ยังติดมาถึงวันรุ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้กลับทำให้คอนเสิร์ตจริงกว่าภาพ 4K ในโทรศัพท์เสียอีก

หลายวันผ่านไป สิ่งที่ผมนึกถึงกลับไม่ใช่เวทีใหญ่หรือโปรดักชันทั้งหมด บางทีเป็นเสียงกีตาร์ไม่กี่วินาที บางครั้งเป็นเสียงคนด้านหลังร้องผิดคีย์ บางครั้งเป็นชื่อเพลงที่เห็นผ่านตาแล้วเหตุการณ์ในอดีตก็กลับมาอีกครั้ง

ผมจึงเริ่มมองว่าการ Move on จากคอนเสิร์ตอำลาไม่ได้หมายถึงการเลิกคิดถึงมันเสียทีเดียว เพราะตัวงานจบไปแล้วอย่างไม่มีข้อสงสัย สิ่งที่ยังทำงานต่อคือความทรงจำที่มันไปเปิดออกมา และความทรงจำเหล่านั้นไม่ได้เป็นของศิลปิน

มันเป็นของเรา

วันนี้เสียงผมกลับมาเป็นปกติแล้ว เพลงทุกเพลงยังหาเปิดฟังได้เหมือนเดิม ไม่มีเพลงไหนหายไปพร้อมไฟบนเวที แต่การฟังหลังจากคืนนั้นไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว เพราะเพลงบางเพลงมีภาพเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชุด นอกจากคน บ้าน ถนน และชีวิตช่วงต่าง ๆ ที่มันเคยพากลับไปหาแล้ว ตอนนี้ยังมีภาพของคนทั้งฮอลล์กำลังร้องพร้อมกันอยู่ด้วย

บางทีอีกหลายปีข้างหน้า ถ้าอินโทรเพลงหนึ่งดังขึ้น ผมอาจ Recall คืนนี้กลับมาเหมือนที่เพลงพาผมกลับไปหาอดีตในคืนนั้น แล้วความทรงจำของคอนเสิร์ตอำลาเองก็จะกลายเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ซ่อนอยู่ในเพลง รอให้เสียงกีตาร์ไม่กี่ตัวเรียกมันกลับมาอีกครั้ง


Next
Next

“สุภาพบุรุษ” ในวันที่การเสียมารยาทเป็นคอนเทนต์